ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/264441

แหวกฟ้าหาฝัน : ศิลปินอิตาเลียนใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม
Pessimism and Optimism
ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม นอกจากมีผลงานแนว Futurism ของUmberto Boccini แล้วยังมีผลงานของ Giacomo Balla ศิลปินแนว Futurism ที่โดดเด่นอีกผู้หนึ่งด้วย Giacomo Balla เกิดในตูรินในครอบครัวของช่างถ่ายภาพ ในวัยเด็ก เขาเรียนดนตรี แต่เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียงแค่ 9 ปีเขาก็หันมาให้ความสนใจกับการทำธุรกิจถ่ายภาพ และเริ่มสนใจงานจิตรกรรมจนตัดสินใจเข้าเรียนเขียนภาพที่มหาวิทยาลัยตูริน หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่ที่โรมและแต่งงานกับ Elisa Marcucci และทำงานเป็นจิตรกรที่วาดภาพเหมือนและผู้วาดภาพประกอบหนังสือ หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จจนสามารถจัดแสดงนิทรรศการผลงานตามเมืองต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น โรม เวนิส มิวนิก เบอร์ลิน เขาก็สอนเทคนิค Division ให้กับ UmbertoBoccioni และ Gino Severini และร่วมกันจัดตั้งศิลปะแนวใหม่ที่เรียกว่า Futurism รวมทั้งออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และเสื้อผ้าตามแนวทางศิลปะแบบ Futurism ด้วย
ผลงานของ Balla ไม่ว่าจะเป็น The Arrowsof Love Life, Pessimism and Optimism และ Science against obscurantism ล้วนมีความลงตัวในการใช้สีที่ค่อนข้างสดใสโดยเน้นการวาดเป็นเหลี่ยมมุมมากกว่าการวาดที่เหมือนจริงเพื่อแสดงให้เห็นถึงความทันสมัยและแปลกแยกจากผลงานศิลปินอิตาลีรุ่นเก่าๆ แม้ศิลปินจะตั้งชื่อภาพไว้ แต่ผู้ชมยังคงต้องตีความอย่างหนักหน่วงว่าแท้ที่จริงแล้วศิลปินต้องการสื่ออะไรกันแน่ในแต่ละภาพ

Hector and Andromache
Giorgio de Chirico ศิลปินผู้ก่อตั้งScuola Metafisica ชาวอิตาเลียน เกิดที่เมือง Volosปัจจุบันอยู่ในประเทศกรีซจากมารดาชาวเจนัวร์และบิดาชาวซิซิเลี่ยน หลังจากเรียนศิลปะที่Athens Polytechnic ภายใต้การดูแลของ GeorgiosRoilos จิตรกรชาวกรีซแล้ว เขาก็ย้ายไปอยู่เยอรมันเพื่อเข้าเรียนศิลปะที่ Academy of Fine Arts เมืองมิวนิกกับ Max Klinger หลังจากนั้นเขากลับไปอิตาลีและใช้ชีวิตอยู่ที่มิลานก่อนย้ายไปยังFlorence เพื่อเขียนภาพแรก The Enigma of an Autumn Afternoon ของภาพชุด Metaphysical Town Square หลังจากนั้นเขาย้ายไปอีกหลายเมืองและเขียนภาพในชุดนี้อีกหลายภาพ เช่น The Enigma of the Oracle จนกระทั่งได้จัดแสดงผลงานที่ Salon des Independants จนเป็นที่สนใจของ Pablo Picasso และ Guillaume Apollinaire และยังทำให้เขาได้มีโอกาสขาย The Red Tower ผลงานชิ้นแรกได้ ในครั้งนั้นเองเขาได้เซ็นสัญญากับ Paul Guillume นักขายงานศิลป์ซึ่งกลายเป็นตัวแทนขายของเขาต่อมาอีกหลายปี
ในช่วงสงครามครั้งที่ 1 เขาได้สมัครเข้าเป็นทหาร แต่เนื่องจากเขามีร่างกายอ่อนแอจึงไม่สามารถทำงานภาคสนามได้ จึงถูกส่งตัวไปทำงานที่โรงพยาบาลและพบกับ Carlo Carra และร่วมกันจัดตั้ง Pittura Metafisica ขึ้น หลังจากนั้นเขาก็ผลิตงานจิตรกรรมมากขึ้นและได้จัดแสดงทั่วทั้งยุโรป ผลงานระหว่างปี 1909-19 อันเป็นยุค Metaphysic นั้น เขาเน้นวาดภาพเกี่ยวกับเมืองตามชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีลักษณะมืดทึบเคร่งครึมดูอึดอัด แต่ภายหลังเขาหันมาวาดภาพภายในอาคารมากขึ้นโดยเน้นความผสมผสานแบบหุ่นยนต์แทน

Self Portrait
ฤดูใบไม้ร่วงปี 1919 เขาได้เขียนบทความชื่อ The Return of Craftsmanship ซึ่งกลายเป็นจุดผกผันที่เขาหวนกลับสู่การเขียนภาพแบบอดีตตามแนวทางของ Raphael และ Signorelli จนดูเหมือนกับทำตัวเป็นศัตรูกับศิลปะรุ่นใหม่ อย่างไรก็ดี หลังทศวรรษที่ 1920ผลงานของ Chirico กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินแนว Surrealism และเขาก็ได้รับการเข้าร่วมกลุ่ม Surrealism ในปี 1924 ยิ่งเมื่อเขาแต่งงานและย้ายมาอยู่ปารีสในปีต่อมา ผลงานของเขาก็ออกแนว Surrealism มากขึ้น
ผลงานของ Chirico ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมล้วนอยู่ในช่วงที่เขาปรับแนวทางการเขียนภาพเป็น Surrealism ไม่ว่าจะเป็น The Archeologist, Hector and Andromache หรือ Self Portrait ผู้ชมจะเห็นว่า งานของเขาใช้สีสันสดใสมากขึ้น และรังสรรค์ผลงานแบบเสมือนจริงเพื่อให้ผู้ชมใช้จินตนาการมากขึ้น เช่น การวาดตัวคนที่ไม่มีหน้า การเอาอาคารมาไว้บนตัก แทนที่จะเป็นฉากหลังในArcheologist อีกทั้งยังมีการผสมผสานเสื้อผ้าแบบโบราณเข้ากับงานสมัยใหม่ใน Hector and Andromache เป็นต้น แม้ผลงานแนว Surrealismของเขาจะไม่ได้สุดโต่งเฉกเช่น Salvaldor Dali แต่ก็คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของผลงานแนวนี้ได้อย่างคงเส้นคงวาเลยทีเดียว

The Archeologist

Science against obscurantism

he Arrows of Love Life