ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/269991

แหวกฟ้าหาฝัน : Palace of Reason ที่ Padua อิตาลี
นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองเวนิส เมืองที่อยู่ใกล้และน่าสนใจก็คือPadua เพราะที่นี่อยู่ห่างจากเวนิสทางรถไฟเพียงแค่30 นาทีเท่านั้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวกโดยไม่ต้องใช้รถไฟด่วน และไม่ต้องจองให้เปลืองเงินหากใช้อิตาลีพาสต์ Padua เมืองทางทิศเหนือของอิตาลีที่มีประชากรเพียงแค่ 2 แสนกว่าคนนี้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์มากที่สุดก็เพราะที่นี่มีมหาวิทยาลัย Padua อันเป็นที่ซึ่งกาลิเลโอ กาลิเลอีเป็นอาจารย์อยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เมืองที่มีผังเมืองที่ถูกจัดวางอย่างยอดเยี่ยมและมีอาคารที่แสนสวยงามนี้ยังมีชื่อเสียงอีกด้านในแง่เป็นเมืองในเรื่อง The Taming of Shrew ของ William Shakespeare ด้วย
Padua ถูกเชื่อว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในอิตาลีตอนเหนือ มีประวัติย้อนไปถึง 1,183 ปีก่อนคริสตกาล และถูกจัดตั้งโดยเจ้าชาย Antenor ชาวโทรจันหลังจากที่เมืองทรอยแตก หลังจากนั้นเมืองนี้ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโรมัน และกลายเป็นเมืองหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการผลิตม้า และขนแกะส่งผลให้สิ้นคริสต์ศตวรรษแรก เมืองนี้กลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดนอกกรุงโรม การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Padua เกิดขึ้นเมื่อไฟไหม้ในปี 1174 จนต้องสร้างเมืองใหม่อีกครั้งส่งผลให้เมืองมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 13 หลังจากนั้นเมืองนี้ก็มีผู้ปกครองจากที่ต่างๆ ผลัดกันมามีอำนาจจวบจนตกมาเป็นของอิตาลีในปี 1866 Paduaก็กลายเป็นเมืองที่จนที่สุดทางตอนเหนือของอิตาลี

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พระเจ้า Vittorio Emanuele III เลือกที่จะมาประทับที่ Padua ทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมจนส่งผลให้เมืองนี้ก้าวหน้ามากขึ้นหลังสงครามโลก อย่างไรก็ดี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง Padua กลับเสียหายอย่างหนักจากระเบิดที่ลงหลายครั้งจนทำให้โบสถ์และผลงานทางศิลปะเสียหายไปเป็นอันมาก อย่างไรก็ตามหลังสงคราม Padua ก็ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง จนกลายเป็นหนึ่งในเมือง ที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญสุดของเมืองคือ Palazzo della Ragione หรือ Palace of Reason พระราชวังที่มีหลังคาที่ไม่มีเสาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป พระราชวังที่มีห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมขนาด 81.5×27 เมตรสูง 24 เมตรนี้เริ่มสร้างเมื่อปี 1172 โดยได้รับการตกแต่งหลังคาจากFra Giovanni และมีผนังโดยรอบเป็นภาพปูนเปียก หลังจากที่พระราชวังถูกไฟไหม้ไปในปี 1420 สถาปนิกคนใหม่ได้ปรับห้องภายในให้มีขนาดยาวขึ้นและตกแต่งใหม่ด้วยภาพปูนเปียกอีกโดย Nicolo Miretto และ Stefano da Ferrara

พระราชวังที่มีหลังคาแปลกที่สุดในโลกแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเป็นอิสรภาพของเมือง ทางทิศตะวันตกของพระราชวังนี้อยู่ติดกับ Piazza dei Signori ที่มีหอระฆังที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ตั้งอยู่ นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนพระราชวังแห่งนี้ไม่เพียงจะได้ดูภาพปูนเปียกจนจุใจ แต่ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศที่แปลกไม่เหมือนพระราชวังแห่งใดในโลก เพราะตลอดการเยือนจะรู้สึกอบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารราวกับกำลังอยู่ในโรงอาหารขนาดใหญ่เลยทีเดียว
