ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/277376

สำรวจสัดส่วนและสุขภาพ ผ่าน Body Fat Percentage
เมื่ออายุเพิ่มขึ้นสัดส่วนที่เคยปังก็เหมือนจะเริ่มพัง เนื้อนุ่มนิ่มปรากฏออกมาตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ห่วงยาง ท้องแขน ใต้คาง ต้นขาความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดนี้เกิดขึ้นจากไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ เข้ามาแทรกเป็นมือที่สามระหว่างความกระชับกับตัวคุณให้ออกห่างไปเรื่อยๆ
ทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager จากฟิตเนส เฟิรส์ท กล่าวถึงไขมัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของร่างกายที่มีผลต่อสัดส่วนและสุขภาพโดยรวมไว้ว่า “พอพูดถึงไขมันหลายๆ คนอาจจะนึกถึงความอ้วน การเจ็บป่วย และความเสี่ยงต่อโรคร้ายหลายชนิด แต่ไขมันเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความจำเป็นและมีหน้าที่ต่อระบบการทำงานของร่างกายเหมือนกัน ดังนั้น จะมีมากไปหรือน้อยไปก็เป็นอันตรายได้”

ทนงศักดิ์ วงษาโสม
ทั้งนี้ หน้าที่ของไขมันในร่างกายคือ 1.ให้พลังงาน ป้องกันการย่อยสลายโปรตีนที่มีอยู่ในร่างกายไปใช้ 2.ช่วยดูดซึมวิตามิน A D E K 3.เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อประสาท 4.ช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างปกติและมีประสิทธิภาพ 5.ป้องกันอวัยวะภายในช่องท้องและหน้าอก 6.เป็นทั้งฉนวนป้องกันความร้อนและป้องกันการสูญเสียความร้อนเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย
ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่าในฟิตเนส จะมีเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดองค์ประกอบร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้าที่บอกปริมาณไขมันในร่างกายให้บริการอยู่ด้วย ซึ่ง ทนงศักดิ์ บอกว่าสามารถใช้เครื่องชั่งประเภทนี้ในการตรวจสอบว่าร่างกายมีปริมาณไขมันเท่าไรโดยดูจาก Body Fat Percentage หรือค่าการลงพุง
Body Fat Percentage คือสัดส่วนของไขมันในร่างกายที่คิดเป็นร้อยละเมื่อเทียบกับน้ำหนักร่างกาย ยกตัวอย่าง คนที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ที่มีไขมันในร่างกาย 20% เท่ากับมีไขมันหนัก 12 กิโลกรัม เป็นต้นขณะที่การออกกำลังกายและกิจกรรมในชีวิตประจำวันยังส่งผลให้คนที่มีระดับเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่เท่ากันมีรูปร่างที่แตกต่าง เนื่องจากมีการใช้กล้ามเนื้อในลักษณะที่ต่างกัน เช่น นักเต้น นักกรีฑา นางแบบ เป็นต้น

อีกทั้ง ยังมีเรื่องพื้นฐานทางร่างกายของหญิงและชายที่มีการกระจายไขมันไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่มีความแตกต่างกันตามธรรมชาติ เช่น ผู้ชายมักจะมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมากกว่าผู้หญิง ขณะที่ผู้หญิงจะมีไขมันสะสมบริเวณสะโพกและต้นขามากกว่าผู้ชาย และปริมาณไขมันสะสมในร่างกายที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง ยังมีสัดส่วนที่มากกว่าผู้ชายอีกด้วยเนื่องจากไขมันมีความจำเป็นต่อระบบการเจริญพันธุ์หรือการตั้งครรภ์นั่นเอง ดังนั้น นอกจากการออกกำลังกายแล้ว เพศและวัยก็เป็นปัจจัยที่ทำให้รูปร่างของแต่ละคนมีความแตกต่างกันด้วย
นอกจากนั้น Body Fat Percentage ยังเป็นดัชนีที่ใช้ประเมินองค์ประกอบร่างกายและสุขภาพ เพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการกำหนดแนวทางโภชนาการที่เหมาะสมได้ดี
มาดูผลสำรวจสัดส่วนและสุขภาพผ่าน Body Fat Percentage ดังนี้ ชาย 30% ขึ้นไปหญิง 40% ขึ้นไป ปริมาณไขมันมากในระดับวิกฤติ รูปร่างอ้วนกลม มองเห็นเซลลูไลท์บนผิวหนังได้ชัดเจน มีไขมันส่วนเกินกระจายอยู่ทุกส่วนของร่างกาย เมื่อใส่เสื้อผ้าจะเห็นเป็นชั้นๆ ขณะที่ ชาย 21-30% หญิง 31-40% มีปริมาณไขมันส่วนเกินในร่างกาย รูปร่างท้วม มีชั้นไขมันหนาหุ้มกล้ามเนื้ออยู่ ส่วนชาย 13-20% หญิง23-30% ปริมาณไขมันตามมาตรฐานทั่วไป รูปร่างสมส่วน สุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดี มีสัดส่วนของร่างกายชัดเจน ยังไม่เห็นกล้ามเนื้อมากนัก
ชาย 9-12 % หญิง 19-22% ปริมาณไขมันน้อย รูปร่างเพรียว กระชับ กล้ามเนื้อชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ชายที่ขยันออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้องซิกแพคจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ณ จุดนี้ ขณะที่ชาย 5-8% หญิง 15-18% ปริมาณไขมันน้อยมาก รูปร่างเพรียวบาง เห็นกล้ามเนื้อชัดเจน สำหรับผู้หญิงที่มีการออกกำลังเพิ่มกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง นี่คือจุดที่คุณจะได้อวดซิกแพคของตัวเองแล้ว ท้ายสุด ชายน้อยกว่า 5% หญิง น้อยกว่า 15% ปริมาณไขมันน้อยจนถึงขั้นวิกฤติ รูปร่างผอมติดกระดูกอันตรายต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

นอกจากจะใช้เกณฑ์เหล่านี้ เป็นตัววัดผลของการออกกำลังกายให้ได้กล้ามเนื้อและสัดส่วนตามต้องการแล้ว ปริมาณไขมันในร่างกายก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยย้ำเตือนและส่งสัญญาณให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพและสามารถใช้ชีวิตกับร่างกายที่แข็งแรงอย่างมีความสุขได้