ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/277702

อนาคตประชาธิปไตย ‘สังคมไทย’ตัวแปรสำคัญ
นับจากเดือนมิถุนายนปี 2475 ซึ่งมีเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองสู่ ระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ในการเลือกผู้นำผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในปี 2560 นี้ก็เป็นปีที่ 85 เข้าไปแล้ว แต่ดูเหมือน จะไม่ไปถึงไหน การเมืองไทยยังวนเวียนอยู่กับการเลือกตั้งแล้วเกิดวิกฤติทางการเมือง เกิดความขัดแย้งทะเลาะวิวาท จบด้วยทหารออกมารัฐประหารยึดอำนาจ
แต่พอเป็นรัฐบาลทหารก็มีปัญหาในอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น ด้านเศรษฐกิจและการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นานวันเข้าทั้งกระแสเรียกร้องภายในประเทศและแรงกดดันจากนานาชาติ ลงท้ายกองทัพก็ต้องวางมือและคืนอำนาจให้ประชาชน กลับสู่การเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งเพื่อรอคอยเวลาที่จะวนเข้าสู่วงจรเดิม ซึ่งก็ยังไม่มีใครกล้าการันตีว่า วังวนนี้จะจบสิ้นลงเมื่อใด?
เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งก็ดี ประชาธิปไตยก็ดี การศึกษาหรือวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากมักมุ่งไปที่บทบาทของ “ผู้นำ-ชนชั้นปกครอง” เพราะมองว่าคนเหล่านี้“มีอำนาจ” นำพาสังคมไปในทิศทางที่ต้องการได้ ทว่าก็ต้องไม่ลืม “ประชาชนคนทั่วไป” ที่แม้แต่ละคนจะไม่มีอำนาจอะไร แต่หากประชาชนจำนวนมาก “เห็นตรงกัน” ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเกิดเป็น “กระแสสังคม” เมื่อนั้นย่อมกลายเป็นอีกพลังอำนาจที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

ที่งานเสวนา “85 ปีประชาธิปไตยไทยจะไปไหนดี” ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดประเด็นคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า “ตกลงแล้วสังคมไทยต้องการประชาธิปไตยจริงหรือไม่?” เพราะหากยังไม่ตกผลึกในประเด็นดังกล่าว ถึงจะอธิบายว่าระบอบประชาธิปไตยมีข้อดีอย่างไรย่อมไม่มีประโยชน์
“กองทัพจะออกมายึดอำนาจไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่คนไทยจำนวนมากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องประชาธิปไตย นี่คือคำถามแรกที่ต้องตอบ ตกลงเราต้องการประชาธิปไตยหรือเปล่า?” ดร.ปริญญา กล่าว
คำถามต่อไป “แล้วทำไมต้องประชาธิปไตย?”รองอธิการบดี มธ. อธิบายถึงความสำคัญของประชาธิปไตย ว่าเพราะในความเป็นจริงจะเป็นรัฐบาลที่มีที่มาแบบไหน “มีโอกาสเกิดปัญหาได้พอกัน” แต่สิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยต่างจากระบอบอื่นๆ คือ“กลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ผ่านหลักการ “แบ่งแยกอำนาจ 3 ฝ่าย” คือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เพื่อไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไปจนไม่อาจถูกทักท้วง
ยกตัวอย่าง “กฎหมายพิเศษ” ที่ให้อำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แบบ “เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและเป็นที่สุด” กับผู้นำตัดสินใจเพียงผู้เดียวการใช้อำนาจแบบนี้หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา แน่นอนตอบได้อย่างเดียวว่า “ทำใจ” เพราะไม่มีศาลไหนรับฟ้อง ต่างจากการเมืองแบบเลือกตั้ง ที่หากรัฐบาลทำผิดพลาดแล้วประชาชนได้รับผลกระทบยังสามารถไปฟ้องศาลต่างๆ ได้

นอกจากนี้ แม้ตัวผู้นำจะเป็นคนดี แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าพรรคพวกบริวารของผู้นำจะเป็นคนประเภทเดียวกัน ที่สำคัญ มนุษย์ทุกคนมีอายุขัยจำกัด ถึงเวลาหนึ่งก็ต้องจากโลกนี้ไป จะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้นำคนใหม่จะเป็นคนดีอย่างคนเก่า บทสรุปของทั่วโลกจึงออกมาอยู่ที่การออกแบบระบอบการปกครองที่มีหลักการตรวจสอบถ่วงดุลและแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งก็คือหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย และย้ำว่า รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลเกิดไม่ได้ทั้งจากการรัฐประหารและการเลือกตั้ง แต่จะเกิดได้จากการมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็งเท่านั้น
“ผมยกตัวอย่างเรื่องการแบ่งเค้กระหว่างคน 2 คน วิธีการที่จะให้นาย ก ตัดเค้กขนาดเท่ากันแบ่งให้นาย ข ไม่ใช่การร้องขอให้นาย ก เป็นคนดี เพราะเราไม่รู้หรอก นาย ก จะเป็นคนดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ต้องให้นาย ก ตัดเค้กอย่างเดียว แล้วให้นาย ข เป็นคนเลือกเค้ก ถ้านาย ก ตัดเค้กชิ้นใหญ่ คนเลือกคือนาย ข ผลลัพธ์คือนาย ก ก็จะได้เค้กชิ้นเล็ก ดังนั้นถ้านาย ก ไม่อยากกินเค้กชิ้นเล็กก็จะต้องตัดแบ่งเค้กให้เท่ากัน นี่คือหลักการแบ่งแยกอำนาจ ผู้มีอำนาจเรื่องใดต้องไม่มีประโยชน์ในเรื่องนั้น” ดร.ปริญญา ยกตัวอย่าง
อีกปัจจัยในระดับประชาชน รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงบทบาทของ “ชนชั้นกลาง” ว่ามีความสำคัญมาก ระดับ“ตัวแปรชี้ชะตา” สังคมนั้นว่าจะเดินไปในทิศทางใดเรื่องนี้ถูกพิสูจน์มาแล้วทั่วโลก ทว่าสำหรับประเทศไทยชนชั้นกลางไทยไม่ค่อยอยากเป็นพันธมิตรกับชนชั้นกลางระดับล่างหรือชนชั้นล่าง แต่กลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะขึ้นไปเป็นชนชั้นสูง
“ชนชั้นกลางไทยอยากจะทำตัวไฮโซ ถือกระเป๋าแบรนด์เนม ไปพักผ่อนต่างประเทศ และมีแนวคิดเป็นพันธมิตรกับชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม อันนี้เป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไม่ไปถึงไหน เพราะชนชั้นกลางเป็นชนชั้นที่มีพลังที่สุดในการเปลี่ยนแปลง ถ้าชนชั้นกลางไม่ขยับ ยังรักษาผลประโยชน์ของตนเองอันคับแคบ ก็จะกลายเป็นพลังเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย จะทำอย่างไรให้ชนชั้นกลางตระหนักถึงผลประโยชน์ของตนเองที่จะอยู่ร่วมกับชนชั้นอื่นๆแทนที่จะไปอยู่ร่วมกับชนชั้นนำ อันนี้คือโจทย์ใหญ่” ดร.สิริพรรณ ระบุ
อีกด้านหนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะเป็น “ความหวัง” ให้สังคมไทยได้มากน้อยแค่ไหน? คำถามนี้ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับนี้ ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560สาระสำคัญคือพยายาม “ลดอำนาจรัฐ” โดยเฉพาะระบบราชการลง แล้ว “เพิ่มอำนาจประชาชน” ให้เข้มแข็งขึ้น เช่น มาตรา 51 เปิดช่องให้ประชาชน “ฟ้องรัฐ” ได้หากรัฐไม่ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 58 เมื่อจะมีโครงการขนาดใหญ่ไม่ว่าภาครัฐทำเองหรือมอบหมายให้เอกชนทำแทน ต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และต้องมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมด้วย, มาตรา 77 การออกกฎหมายใหม่หรือแก้ไขกฎหมายเดิมต้อง “รับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องเสียก่อน” ภาครัฐจะออกกฎหมายเองในทันทีอย่างในอดีตไม่ได้ ขณะที่อีกกลไกสำคัญคือ “แนวทางปฏิรูป” ซึ่งพยายามเขียนให้ครอบคลุม เช่น เกษตรกรต้องมีที่ดินของตนเอง ต้องมีน้ำใช้เพียงพอ เป็นต้น หวังแก้ปม “ความเหลื่อมล้ำ” ที่อยู่กับสังคมไทยมานาน
“อย่างเรื่องโครงสร้างระบบอุปถัมภ์เราพยายามปฏิรูปโดยเฉพาะเรื่องการศึกษาพยายามเปลี่ยนทัศนคติคน ให้เน้นการทำงานตามความถนัด ไม่เน้นปริญญา เพราะพอเน้นปริญญามันก็แข่งกัน วิ่งเต้นเอาลูกเข้าโรงเรียนก็ไปตอกย้ำอีก ลูกคนมีสตางค์ ลูกคนนามสกุลใหญ่ได้เข้าโรงเรียนดีๆ แต่ลูกคนตัวเล็กๆ ไม่ได้เข้าไปวิ่งกันเข้ามหา’ลัยดังๆ ก็ไปสร้างสังคมแบบนั้น” ดร.ชาติชาย กล่าว
กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญท่านนี้ ยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ปรากฏการณ์ “เสื้อสี” ที่หมายถึงประชาชนมีมุมมองความเห็นที่แตกต่างกัน หลังจากนี้ก็คงยังมีอยู่ไม่หายไปไหน แต่จะทำอย่างไรที่ความขัดแย้งจะไม่รุนแรงถึงขั้นอยู่ร่วมกันไม่ได้? เพราะต้องยอมรับว่าหลายสิบปีมานี้ ระบบทุนนิยมโลกมีอิทธิพลมากขึ้น สวนทางกับระบบราชการที่ด้อยประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ ขณะที่ พรรคการเมือง แทนที่จะเป็น “ตัวกลาง”ประสานความร่วมมือกับทุกกลุ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ แต่กลับ “เอาง่ายเข้าว่า” มุ่งหาเฉพาะฐานเสียงที่ดูแล้วเป็นของตนเองแน่นอนเท่านั้น
เช่น บางพรรคสนิทสนมกับเครือข่ายระบบราชการหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยม ก็เข้าหาแต่กลุ่มนั้น ส่วนบางพรรคที่เห็นช่องว่างบางอย่างก็มุ่งเข้าหาแต่ชาวไร่ชาวนาคนระดับล่าง แต่ไม่ได้มองปัญหาประเทศโดยรวม มุ่งเพียงเรื่องเดียวคือหาคะแนนเสียงสะสมไว้สำหรับเข้าไปในสภา เมื่อรวมกับการปล่อยให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและข้ามชาติมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ก็มีสัดส่วนอยู่มาก มันซับซ้อนไปหมด จึงเป็นปัญหากับคนด้อยโอกาสหรือที่อยู่ระดับล่าง
“ความเป็นประชาธิปไตยเราก็อยากจะเป็น แต่ประชาชนก็ต้องการประสิทธิภาพ ก็ต้องการยอมรับประชาธิปไตยที่มีอำนาจนิยมแฝงอยู่บ้าง ประเทศไทยเรากำลังเผชิญ 2 สิ่งนี้ แต่ภายใต้โลกที่กดดันเราทุกด้าน และปัญหาประเทศเราแทบทุกเรื่อง ทรัพยากร เศรษฐกิจ คุณภาพคน ราชการ มันก็ต้องหาทางออก แน่นอนมันคงไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ขอใช้คำว่าประชาธิปไตยแบบประนอมอำนาจหรือเป็นประชาธิปไตยแบบฟื้นฟู ก็ต้องประคองไปก่อน”กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญท่านนี้ ฝากทิ้งท้าย