สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮิวโก้’ จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินผู้มั่นคงในแนวทางของตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/287709

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮิวโก้’ จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินผู้มั่นคงในแนวทางของตนเอง

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฮิวโก้’ จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินผู้มั่นคงในแนวทางของตนเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังเปลี่ยนบทบาทจาก พระเอก มาโลดแล่นในฐานะ ศิลปิน “ฮิวโก้” จุลจักร จักรพงษ์ก็ไม่เคยทิ้งเส้นเสียงตัวโน้ตไปไหน เขาเดินหน้าสร้างสรรค์งานเพลงจนเติบใหญ่ เกือบ 20 ปีที่วนเวียนว่ายไป วันนี้คุณพ่อลูก 2 รายนี้ ไม่ได้เป็นแค่ ศิลปินไทย แต่ก้าวไกลไปถึง ระดับอินเตอร์… และถึงแม้จะโชว์ความแพรวพราวในอัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษมาแล้ว แต่ “ฮิวโก้” ไม่ลืมที่จะแจวเรือมาหาแฟนเพลงบ้านเกิด และนั่นเป็นที่มา ให้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้กระทบไหล่ซักถามเพิ่มเติม กับงานฟังเพลิน ในชื่ออัลบั้ม “ดำสนิท”รวมถึงต่อยอดเป็นคอนเสิร์ตระดับบิ๊ก “ฮิวโก้ ภาษาแม่”

เตรียมปล่อย MV ใหม่ “บันไดสีแดง” 28 สิงหาคมนี้?

“บันไดสีแดง เป็นเพลงสุดท้ายในอัลบั้ม ดำสนิทเพราะว่าเป็นข้อแม้ของผม ในการเข้ามาอยู่กับค่ายME RECORD ว่าต้องมีเพลงจาก คุณฟองเบียร์(ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) เพลงหนึ่ง เพราะว่าผมอยากร่วมงานกับเขา ผมได้ยินชื่อเพลง ผมก็ชอบแล้วครับ ชอบชื่อที่มีความลึกลับ และเห็นภาพได้มากกว่าชื่อเพลงที่เป็นความรู้สึก ซึ่งผมรู้สึกว่ามีเยอะแล้วในยุคนี้ ผมจะชอบชื่อที่มีสี หรือทิวทัศน์อะไรแบบนี้ครับ”

ความเป็น “บันไดสีแดง”?

“ในเมื่อเพลงนี้มาท้ายๆ ในภาคดนตรี ก็จะเป็นเหมือนบทสรุปของทิศทางที่เราพยายามวางดนตรีในอัลบั้มนี้ครับ เหมือนจะครบทุกอย่างที่เราพยายามจะสื่อในพาร์ทของดนตรี ส่วนเนื้อร้อง ผมร้องจากมุมของคนเชียร์ให้แขกเข้ามาในสถานที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะมีเรื่องทั้งดีทั้งร้ายเกิดขึ้น ถ้าหากเดินขึ้นบันไดไป อาจจะสมหวังหรือผิดหวังก็ได้ ผมมีส่วนกับเพลงนี้ในเรื่องของดนตรี และเรียบเรียง ผมปรับโทนให้เข้ากับอัลบั้ม แต่เพลงเสร็จมาจากคุณฟองเบียร์ ในพาร์ทเนื้อร้อง กับกีตาร์โปร่งผมแค่ให้ดนตรีมาในโหมดคล้ายๆ เพลง คุณปู-พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ แต่ผมพามันไปอีกที่หนึ่ง เพราะว่าคอนเซ็ปต์ของ ดำสนิท เหมือนดนตรีในโรงแรมสมัยก่อน ฟังเบาๆ เล่นสะอาดๆ ซึ่งเมื่อก่อนนักดนตรีโรงแรมถือว่าเล่นดีและเก่ง เพราะเขาไม่มีเครื่องช่วย ไม่มีคอม ไม่มีเมโลดี้จากคีย์บอร์ด ดนตรีเพลงนี้จะมีอารมณ์ของเล้านจ์ หรือคอฟฟี่ช็อปในโรงแรมสมัยก่อนครับ”

การถ่ายทำ MV ?

“เราถ่ายทำ MV กันเสร็จเรียบร้อยแล้วผมค่อนข้างวางช็อตตามเนื้อร้องเพลงเลยครับ ที่ผ่านมาผมดีไซน์แทบทุกเรื่อง พอยิ่งอายุมากขึ้น ชั่วโมงบินสูงขึ้น มันเหมือนจะกำหนดอะไรได้มากขึ้น แล้วผมกับค่ายมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำงานคุณภาพที่ดี และน่าชม ผมดีใจนะที่ค่ายให้อิสระผม เพราะว่าผมถึงจุดที่ผมรู้แล้วว่า ผมต้องการอะไร ผมมีโทน มีบรรยากาศที่ผมสร้าง และเริ่มเข้มข้นขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่ผมไปทำนั่นนี่ที่เมืองนอกมา ผมจึงรู้สึกว่านอกจากที่มีคนเสนอมาให้เรา เราจะเห็นเป็นภาพแล้ว เราจะจินตนาการรู้เรื่อง สำหรับอัลบั้มนี้ เพลงนี้เป็นเพลงที่ 3 แล้วที่ทำ MV ก่อนหน้านี้ก็ทำมา 2 เรื่องแล้ว ก็เรียกว่าเป็น MVที่ 5 ที่ทำร่วมกัน ค่อนข้างรู้ใจกัน ผมจะเป็นคนที่ถ้าไม่เจอจุดบกพร่อง ผมก็จะไม่ค่อยอยากเปลี่ยนทีม”

สารที่แทรกซึมไว้ในเพลง?

“ดนตรีในอัลบั้มนี้จะนุ่มนวล ฟังสบาย แต่เนื้อหามักจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ คือบางทีโดยเฉพาะในเมืองไทย เหมือนต้องเลือกเอาว่าคุณจะนำเสนออะไรในรูปแบบไหน ถ้าเนื้อเพลงโผงผาง ดนตรีก็อาจจะต้องเบาๆ แบ๊วๆ เข้าใจง่าย ถ้าเรื่องราวมันหนักบางทีถึงขั้นสาหัส มันน่าสนใจกว่าที่ดนตรีจะชักชวนฟังสบายๆ ดูไม่มีอะไร เหมือนหลอกให้คนเข้ามาง่ายขึ้นตามประเด็นของเพลง อาจจะเป็นเพราะตอนนี้ผมสนใจกับอะไรที่ก้ำกึ่ง ที่ไม่ชัดเจน คลุมเครือ เพราะผมรู้สึกว่าเวลายิ่งผ่านไป ความชัดเจน หรือความถูกผิด โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน มันมองได้หลายมุม คนหนึ่งคนทำตัวแบบหนึ่งดูโอเค แต่ลองเป็นอีกคนทำตัวแบบนั้นบ้างกลับดูไม่ดี มาตรฐานระหว่างผู้หญิงผู้ชาย เพศนู้นนี้ไม่เท่ากันหรือต่ำแหน่งชนชั้น ผมหยิบมาพูดถึงหมดในอัลบั้มนี้ครับ”

จุดเริ่มต้นของคอนเสิร์ต “ฮิวโก้ ภาษาแม่” ?

“คอนเสิร์ตนี้ มาจากการทำเพลงในอัลบั้ม“ดำสนิท” ซึ่งเป็นเพลงภาษาไทยทั้งหมด พอออกไปเล่นตามต่างจังหวัด ก็จะมีคนขอเพลงนั้นเพลงนี้จากอัลบั้มเก่า ซึ่งบางทีเก่ามาก ก็เลยอยากที่จะตอบสนอง เหมือนตอนแรกคนถามว่าเมื่อไหร่จะทำอัลบั้มเพลงไทย ผมก็ทำให้ ก็มีคนถามต่อ เมื่อไหร่จะเล่นเพลงแมลงเม่า อยากฟังเพลงสับลาง อยากฟังมนต์รักสิบล้อ อยากฟังอะไรแบบนี้ ก็เลยรู้สึกว่าต้องจัดให้แล้วล่ะ พักหลังมานี้ จากยัดเยียด ก็เป็นตามใจแฟนเพลงบ้าง เพราะหลังจากนี้ ผมจะทำอะไรต่อ ผมยังคิดไม่ออกเลย อาจจะไม่เป็นแนวนี้ก็ได้ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ยังอยู่ในช่วงทำเพลงไทย ก็เลยคิดว่าเหมาะที่จะทำ และหวังว่าทุกคนที่ผมพบเจอ แล้วชอบถามคำถามเหล่านี้จะมาที่ไบเทค บางนา ฮอลล์ 107 ในวันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อเป็นสัญญาณว่า โอเคเราเข้าใจถูกแล้วว่าผู้ชมต้องการแบบนี้ โดยซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ราคา 1,000,1,500 และ 2,000 บาท มีทั้งบัตรนั่งและยืนครับ กับคอนเสิร์ต Singha Corporation presents Hugo ภาษาแม่ ”

ความพิเศษของคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก?

“น่าจะเป็นเรื่องเพลงที่เลือกมาร้องครับ คงหาฟังที่ไหนไม่ได้ เพลงวงสิบล้อ เราแตะทุกชุด ทั้ง 4 อัลบั้ม ซึ่งบางเพลงก็มีอายุ 15-16 ปีแล้ว บางเพลงสมัยวงสิบล้อยังไม่ค่อยได้เล่นเลย และคงไม่มีคนอื่นเอามาร้อง(หัวเราะ) แล้วก็ “ดำสนิท” ทั้งอัลบั้ม ผมว่า Song-List จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุด ส่วนวงก็ขยายขึ้น ปกติมี4 คน เจ-มณฑล, ต๊อบ-ชนุดม, เบิร์ด-อดิศักดิ์ (วงสหายแห่งสายลม), พี่เอ็ด มือเบส ทีนี้เราก็เพิ่ม พี่เอ จากวงพอส (PAUSE) ซึ่งเมื่อก่อนเป็นโปรดิวเซอร์ชุดแรกของสิบล้อ แล้วก็มาอยู่ สิบล้อ 3 อัลบั้ม ตอนนี้ก็กลับไปเล่นกับ PAUSE ก็เป็นโอกาสที่ดี เพราะพี่เอเป็นมือกีตาร์ที่ผมรู้สึกว่าเขาเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ดีใจครับ ที่เขาตกลงมายืนอยู่กับเราทั้งงานและ เอก ซีโร่ ฮีโร่ ก็เหมือนเป็น ลูกศิษย์ เป็นวงที่ผมช่วยดูอยู่ แล้วก็จัดเทศกาลดนตรีด้วยกัน ในคอนเสิร์ตนี้เราจะไม่พึ่งคอมฯเท่าไหร่ เราจะให้ทุกคนเคาะเขย่าตีโน่นตีนี่ เราเพิ่มสมาชิก เสียงจะได้มีความเป็นหมู่ เป็นธรรมชาติมากขึ้น ส่วนของแขกรับเชิญ น่ารัก หน้าตาดีกันทุกคนครับ มาดูตัวกันได้ (หัวเราะ) ก็จะมี เป้-อารักษ์ ซึ่งร่วมงานด้วยกันมาเยอะแล้ว อยากจะนำเสนอเพลงที่เขาชอบจากสิบล้อสมัยก่อน และก็เพลงของเขา ที่ผมได้ร่วมโปรดิวซ์ให้ แล้วก็พี่ใหม่ สิบล้อ เป็นผู้แต่งเพลงหลักของสิบล้อ โดยเฉพาะเนื้อร้อง ก็จะมาแจมด้วย และก็มีน้อง วี-วิโอเลต เพื่อให้มีคนหน้าใหม่เข้ามาบ้าง น่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่หลากหลายเพราะเกือบจะ 20 ปีในการทำงานแล้วครับ บางเพลงก็ไม่ได้ถูกเล่นมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว”

มองข้ามช็อต อัลบั้มถัดจากนี้?

“อัลบั้มต่อไป ผมยังไม่รู้ว่าจะทำเป็นภาษาอะไรดี ก็มีหนทางที่ผมอาจจะไปบันทึกเสียงที่ต่างประเทศแต่อยู่ที่ว่ามันจำเป็นหรือเปล่า เพราะว่าลูก 2 แล้ว เขาก็ต้องเรียนต้องอะไร แล้วอยู่ดีๆ ผมจะหายไป2-3 เดือน มันคงไม่อยู่ในความเป็นไปได้ ถ้าทำแล้วมีความหมาย มีเหตุผลเรื่องของธุรกิจ ที่ตอบตัวเองได้ มองหน้าตัวเองในกระจกแล้วบอกว่า ใช่.. นี่มันจำเป็นที่ต้องไปทำ ทำแล้วมีผลดีอย่างงี้ อย่างงี้ ก็อาจจะแต่จริงๆ แล้วในยุคของอินเตอร์เนต คุณไม่จำเป็นต้องไปไหนก็ได้ครับ เพื่อทำงานเชิงสื่อ”

เวลาของครอบครัว?

“ผมค่อนข้างแบ่งแยกงานกับครอบครัว ไม่ค่อยอยากให้เกี่ยวกันเท่าไหร่ เพราะเขาไม่ต้องมารู้หรอกว่าผมทำอะไรยากลำบากแค่ไหน เขาก็ควรจะสนใจแต่เรื่องของเขา และพยายามทำการบ้านให้เสร็จ เวลาผมไม่มีงาน ก็จะอยู่กับพวกเขาเป็นส่วนใหญ่ ผมไม่ค่อยมีสังคมอะไรนอกจากนั้น การเล่นดนตรีมันก็ได้เที่ยว ได้อยู่กับเพื่อนแล้ว พอไม่มีงานผมก็เลยอยู่แต่บ้าน (มีแววเดินตามรอยคุณพ่อบ้างไหม?) ยังดูไม่ออกครับ เหมือนยังไม่ค่อยเอาทางนี้เท่าไหร่ เขาคล้ายๆ ผม คือทั้ง 2 คนชอบอยู่กับธรรมชาติ ดูนั่นดูนี่ สนใจเรื่องสัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ วิวทิวทัศน์ เดินทาง ส่วนเรื่องของดนตรี ผมไม่ยัดเยียด เพราะไม่มใครยัดเยียดผมเหมือนกัน เรื่องพวกนี้ บางทีค่อยไปหาเจอตอนโตกว่านี้ไม่อยากบังคับ เดี๋ยวบังคับกลายเป็นไม่ชอบเลยก็ได้ โดยเฉพาะผู้ชาย พ่อชอบอะไร เขาก็จะไม่ค่อยชอบเราก็เลยปล่อยๆ เป็นห่วงเรื่องการไปโรงเรียน ทำการบ้าน ต้องมีมารยาทที่ดี นอกเหนือจากนั้นอยากจะสนใจอะไร อยากจะเล่นอะไรตามใจเขา (กิจกรรมยามว่างกับลูกๆ?) คนโตส่วนใหญ่นั่งตอบคำถามเขามากกว่าครับ เพราะแค่นั้นก็…(หัวเราะ) ถามทุกอย่างเลยครับ”

ศิลปินกับสื่อโซเชียลปัจจุบัน?

“ผมว่ามันเหมือนเป็นดาบสองคม เหมือนไขควง คุณเอาไขควงไปซ่อมอะไรก็ได้ บางคนเอาไปแทงคอคนก็ได้ อยู่ที่คนใช้ ความน่าสนใจของโซเชียลคือได้เห็นความแย่ของคนได้เยอะ ดูคนจะสนุกกับด้านมืดของมันค่อนข้างเยอะ ข้อดีเราก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันสามารถประชาสัมพันธ์ เป็นสื่อของตนเองได้ สามารถหาข้อมูลอะไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ คนดูคนฟังเขาใจกว้างขึ้นเยอะ เด็กเดี๋ยวนี้ดูจะฟังดนตรีเยอะกว่าสมัยก่อน แล้วก็รู้ว่าอะไรคืออะไร เป็นคนดูที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ แปลกๆ และไม่มีค่าใช้จ่ายตรงนี้ แค่มีอินเตอร์เนต คุณสามารถหาความรู้ได้เท่ากับที่ความสงสัยคุณมี แต่ข้อเสียก็คือสามารถหาแต่สิ่งแย่ๆ ได้เช่นกัน สิ่งที่ตอบสนองตัณหา เพราะฉะนั้น แล้วแต่การเลือกใช้ครับ สามารถเปลี่ยนโลกไปทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เนต หรือดินปืน การพัฒนาก็มักจะมีผู้บาดเจ็บ และผู้ชนะครับ”

โลกโซเชียลของฮิวโก้?

“บางอย่างผมชอบนะ อย่างอินสตาแกรมเชิงการถ่ายรูป ผมตามฟอลโล่คนที่ถ่ายรูปมันส์ๆ ในเมืองรถติดแบบนี้ ตรงนั้นก็มีความหมาย แต่ไม่มีก็ได้ เท่าที่ผ่านมาที่ผมประชาสัมพันธ์งานตัวเอง เฟซบุ๊คก็เป็นอะไรที่จำเป็น ยูทูบก็เป็นแหล่งปล่อยเพลง โดยไม่ต้องพึ่งสื่อ ที่อาจจะอยู่ในรูปบริษัท หรือในมือรัฐ มันก็เพิ่มช่องทางให้ได้ แต่ผมไม่ถึงขั้นมองว่ามันคือทุกอย่างมีอันนี้อย่างเดียวแล้วรอดได้ มันไม่จริงครับ เพราะท้องตลาดเต็มไปด้วยความที่อยากดัง อยากรวย แล้วบางทีอะไรที่ทานง่ายก็ยังลอยขึ้นมาเด่นชัด เหมือนสมัยก่อน เรื่องของความล่อแหลม ความแย่ของคนนั้นคนนี้ก็จะไวรัลทันที เรื่องดีๆ อาจจะตามมาช้าหน่อย (ให้ลูกๆ ได้สัมผัสมากน้อยแค่ไหน?) เขาชอบดูการ์ตูนในยูทูบครับ ในเรื่องที่เขาชอบ แต่ยังไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไหร่ถ้าถามผมตรงๆ ถ้าเขาทำหน้าที่ของเขาทุกอย่างแล้ว แล้วก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไร หรือเขาออกไปนอกบ้านกลับมาอยากดูอะไร ก็จะปล่อยให้เขาดู เพราะเขา 6 ขวบแล้วก็จะเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น เราห้ามไม่ได้ ปัญหาเราคือต้องพยายามสอนเขาให้เป็นคนมีวิจารณญาณเท่าที่ทำได้ เพราะเขายิ่งโต เพื่อน หรือคนรอบข้าง ก็จะยิ่งมีอิทธิพลกับเขามากขึ้น อินเตอร์เนตก็เหมือนฟ้าฝนบางวันก็อากาศดี บางวันก็แย่ เพราะปริมาณคนที่แถไปทางโน้น ทางนี้ ไม่มีเหตุผลอะไร มันมีแรงโน้มถ่วงของมันเอง ซึ่งไม่ได้มีความผิดถูกหรือดีเลวอะไรครับ”

ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับศิลปินหนุ่มคนนี้เขามักจะมีข้อคิดแฝงมาในรูปของคำพูด และงานเพลงเสมอ เราอาจจะเข้าใจเขาได้ไม่ครบทุกเรื่อง แต่เชื่อเหลือเกินว่าตัวตนและผลงานของเขาจะช่วยกระเตื้อง “สาระบันเทิง” ให้กับผู้ฟังผู้ชมได้เป็นอย่างดี!!

Leave a comment