ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/292638

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าผลงาน‘บิ๊กฉัตร’พัฒนาแหล่งน้ำ
ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 ได้ให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ สิ่งแรกที่ดําเนินการ คือ การจัดทําแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนที่จะย้ายมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน
อย่างไรก็ตามในช่วง 3 ปีแรกของรัฐบาล คือ ปี 2557 ต่อเนื่องจนถึงปี 2559 ต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งเกือบทั่วประเทศ รัฐบาลเน้น “ทําก่อนได้ ทําทันที” จึงเกิดนโยบายเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิมให้เก็บน้ำได้มากขึ้น และเร่งเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ด้วยการทำแก้มลิงเก็บน้ำก่อนไหลออกนอกประเทศ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของ กระทรวงเกษตรฯได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยตลอดจนระยะเวลา 3 ปีของรัฐบาล สามารถดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 1,030 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) กระจายในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์ถึง 717,510 ครัวเรือนและที่สำคัญทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2,570 บาทต่อไร่
นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการศึกษาออกแบบเพื่อวางรากฐานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญๆ ที่จะเร่งก่อสร้างให้เสร็จภายใน 2-4 ปี ทำให้มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่พร้อมจะดำเนินการภายในปี 2564 หลายโครงการ จะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 4,245 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะสามารถเพิ่มการเก็บกักได้อีก 630 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.9 ล้านไร่
สำหรับการแก้ปัญหาน้ำในอนาคต ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เน้นการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Base) นั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้นําสภาพปัญหาตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ และปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาวิเคราะห์ จัดทําเป็นกลุ่มแผนงานเชิงพื้นที่รวม 47 พื้นที่ แบ่งเป็นภูมิภาคต่างๆ ดังนี้ ภาคเหนือ 18 พื้นที่ ภาคกลาง ซึ่งรวมภาคตะวันออก ภาคตะวันตกด้วย 7 พื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 พื้นที่ และภาคใต้ 13 พื้นที่
ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสานนั้น กระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาแหล่งน้ำมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่การเกษตรมากที่สุดคือ 63 ล้านไร่ แต่กลับมีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดเพียง 7 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 11 ของพื้นที่การเกษตรเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่อีกกว่า 56 ล้านไร่ ยังต้องอาศัยน้ำฝนทำให้ขาดความมั่นคงในเรื่องน้ำ
“ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล สามารถพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสานเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 480 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 770,000 ไร่ เท่าๆ กับรัฐบาลชุดก่อนๆ ทำรวมกันถึง 12 ปี โดยได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การก่อสร้างประตูระบายน้ำเพื่อเก็บกักน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขง การสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่และการเพิ่มปริมาณความจุของอ่างเก็บน้ำเดิมในพื้นที่ต้นน้ำ การสร้างอาคารบังคับน้ำ การเพิ่มระบบกระจายน้ำ และที่สำคัญได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาขยายดำเนินโครงการแก้มลิงริมน้ำโขงถึง 30 แห่ง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าว
ปีงบประมาณ2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทาน จะดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเร่งด่วนในภาคอีสานอีกไม่น้อยกว่า 165 โครงการ ใช้เงินลงทุนประมาณ 6,883 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเชิงเขา เช่น อ่างฯน้ำอูน จ.สกลนคร เป็นต้น การพัฒนาอ่างเก็บน้ำต้นลําน้ำชี จ.ชัยภูมิ อีก 2 โครงการ พร้อมทั้งนำพระราชดำรัสเรื่องอ่างพวงมาดำเนินการเชื่อมโยงอ่างในจ.นครราชสีมา และอีกหลากหลายโครงการโดยเฉพาะใน จ.นครราชสีมา เช่น โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทับรั้ง ก่อสร้างอาคารควบคุมน้ำลําเชียงไกรตอนล่าง ก่อสร้างประตูระบายน้ำลําสะแทด ก่อสร้างแก้มลิงหน่วงน้ำ ก่อสร้างคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองโคราช เป็นต้น ซึ่งในปี 2561 คาดว่าจะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่แล้วเสร็จและสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 58 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 88,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์เกือบ 54,000 ครัวเรือน
ส่วนในปีงบประมาณ 2562 จะเร่งสร้างประตูเก็บกักน้ำบริเวณปากแม่น้ำเลย และสร้างคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองชัยภูมิเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ ในระยะยาวยังมีแผนการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ เช่น โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล และโครงการผันน้ำป่าสัก-ลําตะคอง เป็นต้น
สำหรับในการพัฒนาแหล่งน้ำภาคอีสานทั้งระบบ ตั้งแต่ปี 2561-2569 คาดว่าจะใช้งบประมาณ 95,532 ล้านบาท สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 1.15 ล้านไร่ ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 1,254 ล้าน ลบ.ม.
สิ้นสุดการรอคอยของคนอีสาน…จะได้มีความมั่นคงในเรื่องน้ำเหมือนภูมิภาคอื่นๆ เสียที
