ส่องเกษตร : ทำนาไม่พอกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394998

449007

ส่องเกษตร : ทำนาไม่พอกิน

วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังจากที่ปิดรับสมัครเลือกตั้งผู้แทนการหาเสียงก็เริ่มกระหน่ำกันเต็มที่ ชาวนากลายเป็นพระเอกของการหาเสียงตลอดกาลอีกครั้งหนึ่ง แต่ละพรรคต่างเสนอทางเลือกให้มากมาย สุดแต่ใครจะรักจะชอบ ตัวผมแม้ไม่ได้ทำนาเอง แต่ก็คุ้นเคยกับชีวิตชาวนาหลายประเภทพอสมควร ทั้งชาวนาที่ประสบความสำเร็จในการทำนา จนถึงชาวนาที่ล้มเหลว จากเจ้าของที่ดิน กลายเป็นผู้เช่า และออกไปจากวิถีของการทำนาในที่สุด คำถามที่ท้าทายคือ ชาวนาเกิดมาทำนาตลอดชีวิตจะให้ทำอะไรหรือถึงจะพอกิน

ย้อนกลับไปยังการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การกำหนดนโยบายใดๆ จะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เรียกกันว่า ข้อมูลเอกภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่รับผิดชอบโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ตัวเลขต่างๆ ที่ออกจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะเป็นตัวเลขที่ต้องยอมรับกัน ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขของต้นทุนการผลิตข้าวนาปี ปี 2561 อยู่ที่ 3,968.21 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 7,892 บาท/ตันผลผลิตเฉลี่ย 454 กิโลกรัม/ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยวได้รวมทั้งประเทศ 53.36 ล้านไร่เมื่อคิดเล่นๆ ว่า ชาวนามีที่นาประมาณ20ไร่ จะมีรายได้หลังหักต้นทุนราว 3,924 บาท/ไร่ หรือ 78,480 บาท/ปี ตกเดือนละ 6,540 บาทเฉลี่ยวันละ 218 บาท ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไปอีก จึงเป็นการยากที่จะอยู่รอดด้วยการทำนาเพียงอย่างเดียว

จากข้อมูลตัวเลขที่ผมหยิบมาคิดเล่นๆ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ชาวนาทิ้งถิ่น ทำนาฝากเทวดาเลี้ยง ไม่ได้เข้าไปเอาเงาตัวเองทาบกับต้นข้าว เสร็จจากงานหว่านไถก็กลายมาเป็นคนขับแท็กซี่ คนขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือ พนักงานรักษาความสะอาด ก่อนจะกลับไปเป็นชาวนาช่วงเก็บเกี่ยว และกลับเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่อีกครั้ง เป็นวัฏจักรกันไปเช่นนี้ ดังนั้น อย่าคาดหวังกับประสิทธิภาพการผลิตที่นักวิจัยคิดค้นกันมาเลย แค่ได้ผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคก็นับว่าประสบผลสำเร็จแล้ว

ในขณะที่ชาวนาอีกกลุ่มหนึ่งที่จริงจังกับการทำนา ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำนาตามประเพณี แต่เกิดมาเพื่อจะพัฒนาอาชีพชาวนา ใส่ใจต่อการทำนาอย่างประณีต เป็นการทำนาอย่างมีเป้าหมาย ด้วยการจัดระบบการปลูกข้าวของตนเองร่วมกับกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆทำนาเพื่อได้ข้าวในการบริโภค สร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมา ทำนาไม่ได้ขายข้าวเปลือก แต่ทำนาเพื่อขายข้าวสาร มีการบริหารจัดการที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ จัดการปลูกพืชหลังจากทำนา ปรับเปลี่ยนที่นาบางส่วนเป็นร่องสวนสระน้ำ เลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักพยายามเพิ่มกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมอันจำกัดของตน ทำให้ที่นาที่มีอยู่เสมือนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นหลายเท่าตัวเนื่องจากกิจกรรมทางการเกษตรที่มีต่อเนื่องนั่นเอง

การสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นในพื้นที่นาของตนเองไม่ว่าจะเป็นชนิดพืชที่ปลูก การเลี้ยงสัตว์ หรือกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆนับเป็นการกระจายความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วยชาวนาที่ปรับตัวเองเข้าสู่การทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ และดำรงตนอยู่ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่จำเป็นจะต้องใส่ม่อฮ่อมเก่าๆ หรือนุ่งกางเกงขาก้วยขาดๆ แต่เน้นการลงมือทำจริง ปฏิบัติจริง มีความเพียรจริง จะเห็นผลชัดเจนว่า ชาวนาก็สามารถอยู่อย่างพอมี พอกินได้เช่นกัน

ชาวนาบางราย สามารถที่จะขยายแนวคิดในการทำนาของตนออกไปได้อย่างกว้างขวาง มีชาวนาอื่นๆ ทำตาม เกิดการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเกษตรกร เป็นสหกรณ์ ทำธุรกิจค้าข้าวแข่งกับเอกชนรายใหญ่โดยไม่เกรงกลัว สร้างความเจริญสู่สังคม และสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับกลุ่มก้อนของตน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้หนุ่ม-สาวหวนคืนสู่ถิ่น เกิดความสมดุลขึ้นในสังคม ครอบครัวมาอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ผมจึงหวังว่านโยบายของฝ่ายการเมืองคงไม่ใช่การยื่นปลาให้ตลอดเวลา แต่ผมอยากให้แนวคิดการทำนาให้พอกินขยายตัวออกไปมากขึ้น เพราะเป็นชาวนาใช่ว่าจะยืนบนขาตัวเองไม่ได้ เว้นแต่ไม่อยากยืน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

Leave a comment