ก.เกษตรเฝ้าระวังโรคใบด่างมัน 17จว.เสี่ยงแนะใช้ท่อนพันธุ์สะอาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401241

x

ก.เกษตรเฝ้าระวังโรคใบด่างมัน 17จว.เสี่ยงแนะใช้ท่อนพันธุ์สะอาด

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2558-2561 กรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) ป้องกันไม่ให้โรคดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย  เนื่องจากเป็นโรคที่ทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100%  ที่สำคัญสามารถทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต โดยกรมเข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลัง และสร้างการรับรู้โดยประชุมชี้แจงกับผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทำมาตรการด้านวิชาการ กฎหมาย และแผนปฏิบัติการฉุกเฉินเตรียมไว้ กรณีเกิดการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาในประเทศไทย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้ฤดูปลูกมันสำปะหลังในปีที่ผ่านมาจะยังไม่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย  แต่ฤดูปลูกมันสำปะหลังปี 2562 กรมจะร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรและภาคเอกชนสำรวจเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้มข้นต่อเนื่องต่อไป  โดยจะสำรวจในพื้นที่เสี่ยงมาก ได้แก่ พื้นที่ติดชายแดนภาคตะวันออก และ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างรวม 6 จังหวัด และแหล่งผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง พื้นที่เสี่ยงปานกลางได้แก่ พื้นที่ติดชายแดนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนรวม 11 จังหวัด เนื่องจากเชื้อไวรัสสาเหตุโรคใบด่างสามารถติดมากับท่อนพันธุ์และมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นแมลงพาหะทำให้เสี่ยงที่เชื้อไวรัสนี้จะแพร่เข้ามาในประเทศไทยได้

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้สำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่าง SLCMV ในแหล่งผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง พบว่าแหล่งผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่สะอาด ได้แก่ อ.ด่านขุนทด อ.เสิงสาง อ.ครบุรี อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา โดยไม่พบโรคใบด่างในพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้น เกษตรกรสามารถใช้ท่อนพันธุ์จากพื้นที่ดังกล่าวปลูกผลิตมันสำปะหลังในฤดูกาลผลิตในปีนี้ได้  และอย่าลักลอบนำท่อนพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามา เพราะอาจมีโรคใบด่างติดเข้ามาด้วย  ทำให้เกิดการระบาดในฤดูปลูกต่อมาได้

ที่สำคัญเกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังทุก 2 สัปดาห์ หากพบต้นที่แสดงอาการต้องสงสัยให้ถอนทำลายต้นที่ต้องสงสัยและต้นข้างเคียงในพื้นที่ 4×4 เมตร (ไม่เกิน 16 ต้น) โดยวิธีฝังกลบในหลุมลึกไม่น้อยกว่า 2-3 เมตร กลบด้วยดินหนาไม่น้อยกว่า 0.5 เมตร และพ่นสารฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ ด้วยสารเคมี อิมิดาโคลพริด 70%WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน10% SL อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร   ในแปลงที่พบอาการต้องสงสัยและแปลงใกล้เคียง   ป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรคที่สำคัญ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

Leave a comment