แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมือง Porto

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/378947

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สะพานข้ามแม่น้ำ บริเวณ Ribiera

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือนโปรตุเกส นอกจากเมืองหลวงหรือลิสบอนแล้ว เมืองหนึ่ง ที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนยังไปไม่ถึงโปรตุเกสก็คือ Porto เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ เมืองที่มีประชากรในเขตเมืองเพียงแค่สองแสนกว่าคนนี้กลับได้รับการยอมรับให้เป็น Global city เมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1996 ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Douro นี้เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัย 300 ปีก่อนคริสตกาล คนกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่บริเวณที่ตั้งของเมืองในปัจจุบันนี้คือชาว Proto-Celtic และ Celtic ในช่วงที่จักรวรรดิโรมันรุ่งเรืองและครอบครองแหลมไอบีเรียนี้ ที่นี่กลายเป็นเมืองสำคัญทางการค้าระหว่างOlissipona หรือลิสบอนในปัจจุบันกับ Bracara Augusta หรือ Braga ต่อมาในยุค Visigothic ที่นี่ก็เป็นเมืองสำคัญเพราะเป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่ศาสนาคริสต์

ตึกริมทะเล

ในช่วงที่ชาวมัวร์เรืองอำนาจ เมืองนี้ก็ถูกรุกรานและเปลี่ยนมือ ภายหลัง Alfonso ที่สาม ได้ยึดดินแดนแห่งนี้คืนให้ชาวคริสต์ใหม่ในปี 1387 John I แห่งโปรตุเกส และ Philippa แห่ง Lancaster บุตรสาวของ John of Gaunt ได้แต่งงานกัน ณ ดินแดนแห่งนี้จึงทำให้ที่นี่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือกันทางการทหารระหว่างโปรตุเกสและอังกฤษนับจากนั้นมาในครั้งนั้นโปรตุเกสได้มีการเซ็นสนธิสัญญา Treatyof Windsor หรือสนธิสัญญาการเป็นพันธมิตรทางการทหารครั้งแรกของโลกขึ้น ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 โปรตุเกสกำลังเป็นมหาอำนาจทางน้ำ Porto ก็เป็นเมืองที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนากองเรือ ในปี 1415 เจ้าชายเฮนรี่ได้เดินทางไปถึงโมร็อกโกตอนเหนือและทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกาอันเป็นที่มาของ Age of Discovery ของโปรตุเกส

วิวมุมสูง Ribiera

นอกจากการเดินเรือ เมืองนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตไวน์จนมีไวน์ที่ชื่อ port wine อันมาจากชื่อเมือง เมื่ออังกฤษเซ็นสัญญาทางการค้าMethuen Treaty กับโปรตุเกส การผลิตไวน์ Portก็ค่อยๆ เปลี่ยนมือไปสู่บริษัทสัญชาติอังกฤษ รัฐบาลของ Marquis of Pombal เห็นว่าการที่อังกฤษกลายมาเป็นเจ้าของไวน์ประจำเมืองเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เขาเลยตั้งบริษัทสัญชาติโปรตุเกสเพื่อดำเนินการผลิต Port wine จาก Douro valley แต่เพียงผู้เดียวเพื่อควบคุมคุณภาพไวน์ และป้องกันมิให้ต่างชาติได้สิทธิในการผลิตไวน์ท้องถิ่น แต่คนพื้นเมืองกลับไม่เห็นด้วย
จึงได้ทำการเผาบริษัทเสียจนเป็นที่มาของการปฏิวัติที่ชื่อว่า Rovolt of the drunks

บรรยากาศริมทะเล Matosinhos

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมา Porto อาจเดินทางเข้าเมืองได้ทั้งเครื่องบิน รถไฟ และรถบัส การเดินทางโดยรถไฟจากลิสบอนก็ไม่ยาก รถไฟระหว่างเมืองวิ่งประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาทีถึง 3 ชั่วโมง 10 นาที ขึ้นกับชนิดของรถที่วิ่งค่าใช้จ่ายระหว่าง 24-30 เหรียญ แต่หากนักท่องเที่ยวต้องการประหยัด สามารถนั่งรถบัสได้ด้วยค่าใช้จ่ายประมาณ 19 เหรียญเท่านั้น รถไฟที่วิ่งระหว่างเมือง Lisbon และ Porto ทันสมัยไม่แพ้รถไฟวิ่งระหว่างเมืองของประเทศอื่นในยุโรป แต่วิ่งไม่เร็วเท่านั้น ความเร็วเฉลี่ยเพียงแค่ 150-180 กม./ชม. เท่านั้น บนรถไฟจะมีจอทีวี.ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย

บรรยากาศร้านอาหารริมทะเล

นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว Porto เองต้องเป็นคนที่มีความแข็งแรงมากพอสมควร ทั้งนี้เพราะเมืองนี้เป็นเขาเกือบตลอด เริ่มตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟ ถนนสายช็อปปิ้งหลักๆ ซึ่งเป็นข้อดีนั่นคือ เห็นวิวเมืองได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ส่วนนักท่องเที่ยวสายกินที่ต้องการหาอาหารทะเลกินสามารถทำได้ไม่ยาก เพราะเมืองนี้ติดทะเลสามารถหาร้านอาหารริมทะเล  Matosinhos ได้โดยเดินทางจากในเมืองใช้รถบัสลงป้าย S Pedroแล้วเดินลัดเลาะมาตามถนน R.Herois deFranca อาหารทะเลเมืองนี้ไม่แพงมากที่ขึ้นชื่อสุดคือปลา ส่วนขาแอลกอฮอล์ก็รับรองว่าถูกใจเพราะไวน์ขาวที่ไว้กินกับอาหารทะเลก็ถูกแสนถูก แถมรสชาติดีอีกต่างหาก หลังจากเสร็จจากมื้ออาหารสามารถเดินเล่น อาบแดด เล่นน้ำทะเล หรือจะแค่ถ่ายรูปริมทะเลก่อนกลับเข้าเมืองก็แล้วแต่ใครจะเตรียมตัวกันมามากขนาดไหน ขากลับแวะสถานีที่เลยสะพาน Louis I ชมวิวเมืองมุมสูง Ribeira ได้อีกต่างหากด้วย

ถนนสาย shopping กลางข้างสถานีรถไฟ Porto

 

ของหวาน

ของหวาน

ปลาซาร์ดีนย่าง

ปลาซาร์ดีนย่าง

เตาปิ้งปลา

เตาปิ้งปลา

Leave a comment