ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/393348

แว่นท็อปเจริญ สานต่อ แว่นตาเพื่อน้อง ช่วยเหลือเด็กยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร
แอฟ-ทักษอร ภักดีเจริญสุข และ บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ พาน้องปีใหม่ และน้องวันใหม่มาร่วมตรวจวัดสายตา
ห้างแว่นท็อปเจริญ ร่วมกับ มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย ฉลองความสำเร็จในโอกาสครบรอบ 5 ปี “โครงการแว่นตาเพื่อน้อง” ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิฯ ในการให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาด้านสายตาในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศให้มีสุขภาพตาที่ดีขึ้นและได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากการมองเห็นที่ชัดเจน นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 จนถึงปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินงานและส่งทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมืออันทันสมัยลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นใหม่ฟรีให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลไปแล้วกว่า 5,000 ราย โดยล่าสุดห้างแว่นท็อปเจริญได้รับพระราชทานพระราชานุญาตในการสานต่อโครงการ อย่างต่อเนื่องเพิ่มอีก 5 ปี ไปจนถึงปี พ.ศ. 2567 พร้อมเชิญชวนชาวไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสายตาของเด็กและเยาวชนในยุคปัจจุบัน
นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ กรรมการผู้จัดการห้างแว่นท็อปเจริญ กล่าวว่า ห้างแว่นท็อปเจริญให้การช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาด้านสายตามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสนองพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของสายตาเยาวชนไทย ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ จึงได้จัดตั้งโครงการแว่นตาเพื่อน้องร่วมกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีเด็กอายุระหว่าง 8-18 ปี เป็นจำนวนมากที่มีปัญหาด้านสายตาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือภาวะสายตาสั้น และยังมีเด็กและเยาวชนไทยอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือด้านสายตา
.jpg)
ดวงตาที่สดใสนำมาซึ่งรอยยิ้มที่สดใส
“ห้างแว่นท็อปเจริญจึงได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการสานต่อโครงการฯ ต่อเนื่องอีก 5 ปี ในปี พ.ศ.2563-2567 ภายใต้แนวคิด “See your dreams” ให้ความฝันเด็กไทยชัดเจนขึ้น เพราะเราทราบดีว่าเด็กๆ ทุกคนมีความฝันการมีสายตาที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กสานฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ และแว่นตาก็เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้น้องๆ มองเห็นชัดเจนได้ต่อเติมและเดินหน้าทำตามความฝันของตัวเองจนประสบความสำเร็จ จากเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นดังกล่าวนี้แว่นท็อปเจริญคาดว่าโครงการฯ จะสามารถให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาด้านสายตาได้เพิ่มขึ้นมากกว่าหมื่นราย ภายในปี พ.ศ.2567 ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้”
ปริยา อังสุวร กรรมการอำนวยการและเหรัญญิก มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย กล่าวว่า “มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทยจัดตั้งขึ้นโดยพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราช
สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย มีหน้าที่ให้การสงเคราะห์เด็กและผู้เยาว์ที่ถูกทอดทิ้ง รวมถึงการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่มูลนิธิฯ พบมาโดยตลอดคือปัญหาด้านสายตา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี เนื่องด้วยเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่เกิดและโตมาในยุคที่เทคโนโลยีและอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ ค่อนข้างมาก อาทิ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ซึ่งยังมีเด็กและเยาวชนอีกเป็นจำนวนมากที่ขาดโอกาสในการรับการดูแลรักษาด้านสายตา มูลนิธิฯ จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ห้างแว่นท็อปเจริญจะสานต่อโครงการฯ ต่อเนื่องอีก 5 ปี เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนเหล่านี้ให้มีสุขภาพตาที่ดีขึ้น และได้รับการศึกษาได้อย่างเต็มที่อีกด้วย”
.jpg)
นายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์
นายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์และผู้อำนวยการศูนย์รักษาตาท็อปเจริญ กล่าวเสริมว่าปัจจุบันพบปัญหาทางด้านสายตาในเด็กไทยที่มีอายุระหว่าง 5-18 ปี คือ ปัญหาสายตาสั้นเทียม โรคตาเข/ตาเหล่ โดยปัญหาเหล่านี้พบบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเด็กมักใช้สายตาในการมองระยะใกล้มากขึ้น ทั้งการอ่านหนังสือการทำกิจกรรมในบริเวณที่มีแสงน้อย หรือใช้สายตาสู้แสงแดดจ้า แสงไฟจัด รวมถึงปัญหาสำคัญของเด็กในยุคนี้คือการใช้สายตาสัมผัสกับเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายตา อีกปัญหาคือเรื่องโรคตาขี้เกียจ ที่มักพบในเด็กเล็กช่วงวัยเตรียมเข้าโรงเรียน ซึ่งโรคดังกล่าวทำให้พัฒนาการทางสมองส่วนการมองเห็นไม่สมบูรณ์ และเป็นผลทำให้ความสามารถในการมองเห็นสิ้นสุดลงในระยะยาว
“วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับเด็กๆ และผู้ปกครองควรแนะนำลูกหลานให้ความสำคัญในการดูแลและใช้สายตาอย่างเหมาะสม ทั้งการอ่านหนังสือหรือใช้อุปกรณ์ไอทีที่จำเป็น ควรพักสายตา 10 นาทีต่อการใช้งานต่อเนื่อง 30 นาที สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบไม่ควรใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเกิน 20-30 นาทีต่อครั้งและไม่ควรเกินวันละ 1 ชั่วโมง รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในที่มืดหรือหน้าจอมีความสว่างมากเกินไป นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ และการพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพดวงตาอย่างเป็นประจำ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้เยาวชนมีสุขภาพดวงตาที่แข็งแรงสมบูรณ์”
สำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการส่งมอบการมองเห็นที่สดใส เพื่ออนาคตของเด็กยากไร้ในถิ่นทุรกันดารกับ “โครงการแว่นตาเพื่อน้อง” ดูรายละเอียเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: TopCharoenOpticalOfficia, www.topcharoen.co.th ไลน์@top_charoen หรือโทร.02-6124170
