ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/398416

บทบาทของอัยการต่อสิทธิสตรีในกระบวนการยุติธรรม
ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศในสังคมนั้น เกิดจากทัศนคติเชิงวัฒนธรรมของสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่และสามารถเห็นได้ชัดเจนในสังคมทุกระดับ แนวคิดนี้ทำให้ผู้ชายมีอำนาจมากกว่าผู้หญิง ในด้านการปฏิบัติ ผู้ชายมักเป็นผู้ตีความระเบียบและกฎหมายที่กดขี่เพศหญิงแต่อีกแง่หนึ่งเราจะสังเกตเห็นว่า คนที่อยู่ในระบบยุติธรรมนั้นปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างไม่เท่าเทียมกับเพศชาย
ด้วยความตระหนักในบทบาทของอัยการในฐานะผู้ดำเนินกระบวนการยุติธรรมในฝ่ายบริหารของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมพิจารณาสำนวนการสอบสวนแล้วสั่งวินิจฉัยคดีต่างๆ ซึ่งรวมถึงความผิดในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) พร้อมด้วยองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และ อัยการภาค (Regional Public Prosecutors Department) ได้ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่อง “บทบาทของอัยการต่อสิทธิสตรีในกระบวนการยุติธรรม” ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับประเด็นอ่อนไหวที่เกี่ยวกับเพศและวิธีปฏิบัติสำหรับอัยการ โดยมี ท่านทูตอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ที่ปรึกษาพิเศษของ TIJ, แอนนา-คารินแจทฟอร์ส รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก UN Women และ นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค ร่วมแสดงความคิดเห็น
ท่านทูตอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาพิเศษของ TIJ กล่าวว่า “การที่เราไม่ได้ตระหนักเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศและการเหยียดเพศ ทำให้เหยื่อในคดีล่วงละเมิดทางเพศนั้นตกอยู่ในความเสี่ยง ทั้งความเสี่ยงอันเนื่องจากทัศนะเจ้าหน้าที่ซึ่งมายาคติเกี่ยวกับเพศหญิง และเสี่ยงที่จะถูกละเมิดซ้ำในกระบวนการพิจารณาคดี ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายหรือล่วงละเมิดทางเพศจำนวนมากที่ไม่ยอมแจ้งความหรือดำเนินคดี เพราะผู้หญิงมักจะไม่เชื่อมั่นหรือกลัวระบบยุติธรรม นอกจากความกลัวและความอายแล้ว ผู้หญิงยังถูกหมิ่นศักดิ์ศรีในกระบวนการยุติธรรมด้วย อัยการจึงมีบทบาทสำคัญในจุดนี้ ทั้งในการฟ้องคดี และการปกป้องเหยื่อจากการย่ำยีทั้งจิตใจและอารมณ์”
แอนนา-คาริน แจทฟอร์ส รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก UN Women ได้กล่าวอ้างอิงผลจากรายงานการศึกษาเรื่อง คดีข่มขืนและความเข้าใจเรื่องการตอบสนองของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อความรุนแรงทางเพศในไทยและเวียดนามว่า “ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศหรือการข่มขืนเผชิญอุปสรรครอบด้านในการเข้าถึงความยุติธรรม ไม่เพียงมีความยากลำบากในการเข้าถึงความช่วยเหลือต่างๆ แต่ยังรวมถึงทัศนคติและอคติของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานในฝ่ายตุลาการด้วย” รวมทั้งกล่าวต่อว่า “แม้แต่ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เคารพสิทธิของผู้หญิง แต่อาจไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้ เช่น การบันทึกข้อมูลระหว่างตำรวจและอัยการไม่ประสานงานกันเหยื่อต้องพูดคุยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้พวกเธอเจ็บปวดมากขึ้น บางรายมีระยะเวลาในการยืดคดีที่ยาวนาน เรื่องที่เล่าจากปากคำของ
ผู้เสียหายอาจแตกต่างออกไป หรือเมื่อต้องเจอคำถามที่ต่างออกไป อาจทำให้เรื่องที่เหยื่อเล่ากลายเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือได้”
นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค กล่าวว่า “ผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรม จะต้องเข้าใจว่าการกระทำรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กนั้นรุนแรงขึ้นทุกวัน กระบวนการทางกฎหมายต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมผู้เคราะห์ร้ายมากขึ้นไปอีกทางอารมณ์
ทั้งนี้ จากสถิติของ UN Women พบว่าร้อยละ 91 ของคดีข่มขืนในประเทศไทยเป็นการกระทำของคนที่รู้จักกัน และมักเกิดขึ้นในบ้านหรือห้องพักในโรงแรม ร้อยละ 44ของผู้หญิงที่เป็นเหยื่อการทำร้ายร่างกายหรือล่วงละเมิดทางเพศถูกกระทำโดยคู่ครองของตน นอกจากนี้ การศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ พบว่ามีเพียงร้อยละ 46 ของผู้หญิงที่ถูกทำร้ายเท่านั้นที่กล้าบอกเล่าให้คนอื่นฟัง อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจจะดูย้อนแย้งกัน คือในกรณีที่ผู้เคราะห์ร้ายกล้าที่จะแจ้งความหรือเล่าเรื่องที่ถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้บังคับกฎหมายมักมีแนวโน้มที่จะถือว่ากรณีเหล่านี้เป็นเรื่องในครอบครัวหรือ “ผัวเมียตีกัน” และปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเอง หรือโน้มน้าวไม่ให้ผู้หญิงเอาความ
ทางออกในระยะยาวทางหนึ่งคือ การเปลี่ยนทัศนคติที่ว่า เพราะหน่วยของสังคมที่เล็กที่สุดคือ ครอบครัว ดังนั้น เรื่องในครอบครัว ควรต้องเก็บไว้ในครอบครัว นอกจากนี้ ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ อำนาจของสามีและภรรยามักไม่สมดุลกัน และนำไปสู่ทัศนคติที่ว่าสามีเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในบ้านและใช้อำนาจนั้นเหนือภรรยาและลูกๆ
ดังนั้น จำเป็นต้องมาปรับเปลี่ยนกันที่การศึกษา ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญในการสร้างทัศนคติและวัฒนธรรมใหม่ ในยุคปัจจุบันสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องของความสัมพันธ์คือ การยินยอม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระหว่างคู่สมรส เพื่อน หรือแฟนก็ตาม ผู้ชายไม่มีสิทธิ์เหนือผู้หญิง ความเสมอภาคทางเพศจะเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงมีสิทธิ์ที่จะอนุญาตหรือปฏิเสธการมีสัมพันธ์ทางเพศได้
และเมื่อเกิดการละเมิดหรือความรุนแรงใดๆ ขึ้นและเรื่องราวถูกนำสู่กระบวนการยุติธรรม อัยการไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมายเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีท่าทีการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อผู้ที่ถูกละเมิดหรือทำร้าย เพื่อให้แน่ใจได้ว่าเหยื่อจะไม่ถูกละเมิดซ้ำสองเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

