ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/397684

แพทย์แนะดูแลตัวเองจากการเผชิญมลภาวะและฝุ่นละออง
มลภาวะและฝุ่นละอองที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันนั้น เป็นสิ่งที่เรามิอาจหลีกเลี่ยงได้ นอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวโดยตรง อนุภาคขนาดเล็กของมลภาวะและฝุ่นละอองจะไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับชั้นฟิล์มไขมันเคลือบผิว ทำหน้าที่เสมือนเกราะปกป้องผิวให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ อุดตัน นำมาซึ่งปัญหาผิว อาทิ สิว ริ้วรอย รวมถึงความหมองคล้ำ
ดังนั้นการล้างทำความสะอาดผิวหน้าเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม “ธัญ” (THANN) จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม คุณหมอผึ้ง-แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง จัดเวิร์กช็อปให้ความรู้เรื่องอันตรายและวิธีป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM2.5 รวมถึงแนะเคล็ดลับการฟื้นฟูสุขภาพผิวหลังเผชิญมลภาวะจากฝุ่นควัน โดยมีเหล่าเซเลบริตี้สาวผิวสวย เบลล์-รินทร์รตา อินทามระ, พริม-พริมา เสนาขันธ์ และแพ็ตตี้-พริษฐ์ชยาดา พิริยะเมธา ร่วมงานที่ร้านลาฟ คาเฟ่ (LAFF Café) สุขุมวิท 50
.jpg)
พริษฐ์ชยาดา พิริยะเมธา, พริมา เสนาขันธ์,รินทร์รตา อินทามระ
แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ได้เผยถึงอันตรายของฝุ่นละออง PM2.5ที่มีต่อสุขภาพผิว และวิธีป้องกัน รวมถึงเคล็ดลับการฟื้นฟูสภาพผิวว่า “ฝุ่น PM2.5 นอกจากจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพร่างกายแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวเป็นอย่างมาก หากไม่ได้รับการดูแลและฟื้นฟูอย่างถูกวิธี ซึ่งโดยทั่วไปการวัดค่าฝุ่นละอองนั้นมี 2 ประเภทด้วยกัน คือ PM10ซึ่งเป็นฝุ่นที่เข้าสู่ร่างกายได้ยาก เพราะไม่สามารถเข้าผ่านรูขุมขนได้ และขนจมูกยังสามารถกรองได้อยู่ ส่วนฝุ่นละอองประเภท PM2.5 นั้นคือฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งขนจมูกไม่สามารถคัดกรองได้ และสามารถแทรกซึมเข้าสู่รูขุมขนได้โดยง่าย เพราะมีขนาดเล็กมาก ส่วนใหญ่มาจากสารไฮโดรคาร์บอนที่เกิดจากควันรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม หรือการเผาไหม้สิ่งต่างๆ โดยตามกำหนดขององค์การอนามัยโลกในประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องมีค่าฝุ่น PM2.5 ห้ามเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนในประเทศกำลังพัฒนาจะต้องห้ามเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นอกจากจะเป็นสารก่อมะเร็งแล้ว ฝุ่นละออง PM2.5 มีผลกระทบต่อผิวโดยตรงด้วย เนื่องจากเป็นสารที่สามารถละลายได้ในไขมันผนวกกับบริเวณรูขุมขนนั้นมีต่อมไขมันอยู่จำนวนมาก สามารถละลายและซึมเข้าสู่ร่างกายได้ในทันที ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว เช่น ผดผื่นคัน โดยเฉพาะผิวแพ้ง่ายอาการจะกำเริบได้ง่าย นอกจากนี้ ยังไปกระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระต่อผิวหนัง ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวตามมามากมาย เช่น ผิวเหี่ยว เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ รวมถึงทำลายคอลลาเจนในชั้นผิว
หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือการเดินทางที่จะต้องเผชิญกับมลภาวะของฝุ่นPM2.5 หรือถ้าใครที่มีไลฟ์สไตล์ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือต้องเดินทางอยู่เสมอ ก็ควรใส่หน้ากากกันฝุ่นที่สามารถกรอง PM2.5 ได้ รวมถึงแต่งตัวให้มิดชิด หลังเสร็จกิจกรรมในแต่ละวันควรอาบน้ำ สระผม ชำระล้างร่างกายให้สะอาด และเสริมด้วยการดีท็อกซ์ในวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินหายใจ ด้วยการพาตัวเองไปสูดอากาศในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ หรือดื่มน้ำให้มากๆ รวมถึงฟื้นฟูด้วยผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ผิวสักสัปดาห์ละครั้ง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี ประกอบด้วย เพราะจะช่วยเสริมให้สุขภาพผิวแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ควรสครับผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพสัปดาห์ละครั้ง ควรเลือกแบบที่เป็นสูตรอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว เพราะฝุ่นละอองเป็นตัวกระตุ้นให้ผิวเราแพ้ง่ายอยู่แล้ว”
.jpg)
แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ในกิจกรรมครั้งนี้คือ “ไรซ์ คอลเลคชั่น : เฟเชียล แคร์” (Rice Collection: Facial Care) เป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูสภาพผิว มอบคุณค่าการบำรุงด้วยน้ำมันรำข้าวโมเลกุลขนาดเล็ก ซึมซาบสู่เซลล์ผิวได้อย่างรวดเร็ว อุดมด้วยวิตามิน E และสารแอนตี้ออกซิแดนท์(Anti-oxidant) พร้อมรักษาสมดุลความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำ และปกป้องผิวจากแสงแดด ซึ่งประกอบไปด้วย ดีท็อกซิฟายอิ้ง เคลย์ มาส์ก (Detoxifying Clay Mask) มาส์กสูตรดีท็อกซ์ผิวจากโคลนธรรมชาติ และ โอ๊ตมีล เฟซ สครับ (Oatmeal Face Scrub) สครับสำหรับผิวหน้า สูตรอ่อนโยน ด้วยเม็ดสครับเนื้อละเอียดจากธรรมชาติ
นอกจากนี้ทาง “ธัญ” (THANN) ได้แนะนำ 2 บริการใหม่ของ “เวลเนส โซน” (Wellness zone)เพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพให้กับร่างกายจากภายใน และคืนสมดุลให้กับจิตใจ ที่ THANN Sanctuary sp ชั้น 3, ศูนย์การค้าเกษร และ THANN Flagship store สาขาสุขุมวิท 47 ไม่ว่าจะเป็นบริการ “ซอลท์ เธอราพี ทรีทเม้นท์” (Salt therapy treatment) ศาสตร์การบำบัดด้วยเกลือ ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงแก้ปัญหาโรคผิวหนัง หรือผื่นแพ้ต่างๆ โดยบรรยากาศภายในห้องถูกจำลองขึ้นด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการสร้าง และควบคุมความเข้มข้นของอณูเกลือให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง (11-12.5 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยมีอนุภาคขนาด 1-5 ไมครอน) ด้วยการเติมประจุไอออนลบจึงไม่เกิดการระเหยระหว่างบำบัด และไม่ระคายเคืองเมื่อสูดดม โดยอณูเกลือจะเข้าไปเกาะและย่อยสลายอณูสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เป็นประจุบวกทั้งหมดให้หลุดออก และจะถูกกำจัดทิ้งโดยการไอ จาม หรือกระบวนการต่างๆ ทางร่างกาย และ “ออกซิเจน เธอราพี ทรีทเม้นท์”(Oxygen therapy treatment) เป็นการทำงานแบบผสมผสานระหว่างการสร้างอากาศบริสุทธิ์ และการปล่อยโอโซนโมเลกุลขนาดเล็กซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของก๊าซออกซิเจน (Active Oxygen) ไปจับโมเลกุลของสารปนเปื้อน แล้วทำการสลายด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างสารนั้น หลังจากการทำปฏิกิริยา โอโซนจะแปรสภาพกลับไปเป็นก๊าซออกซิเจนโดยไม่เป็นอันตรายและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บรรยากาศภายในห้องจึงยังคงความสดชื่น เย็นสบาย นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการภูมิแพ้อากาศ และฟื้นฟูความแข็งแรงของร่างกาย