ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/412169
x
คลอดแล้ววิทยากร3สารพิษชุดแรก เล็งต่อยอดอีก2พันคนภายในพ.ค.
นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมจัดอบรมหลักสูตรการใช้วัตถุอันตราย พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส อย่างถูกต้อง ปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ของกรมในส่วนภูมิภาค 240 คนเสร็จแล้วโดยเจ้าหน้าที่ทั้ง 240 คน ต้องทำหน้าที่เป็นวิทยากรไปอบรมเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย 2,000 คน ภายในเดือนพฤษภาคม เพื่อนำความรู้ที่ได้รับทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติไปอบรมเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 1.5 ล้านคน ที่ยังจำเป็นต้องใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนต่อไป พร้อมกันนี้ กรมวิชาการเกษตรยังมีแผนขอความร่วมมือสมาคมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืชไทย และสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทยเข้าร่วมอบรมเป็นวิทยากร เพื่อไปอบรมเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพดและไม้ผล ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนวิทยากรจากการยางแห่งประเทศไทยจะอบรมเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และวิทยากรจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายจะอบรมเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย
สำหรับผู้รับจ้างพ่นสารทั้ง 3 ชนิดซึ่งมี 50,000 คน วิทยากรจากกรมวิชาการเกษตรจะเป็นผู้จัดอบรมระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร (ศวพ.) ของกรมวิชาการเกษตรใน 54 จังหวัด โดยผู้รับจ้างพ่นต้องผ่านการทดสอบทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ รวมทั้งต้องเข้ารับการอบรมทุก 3 ปี และสารที่จะใช้พ่นต้องเป็นสารที่เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ซื้อจัดหามาให้เท่านั้น
อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม กรมวิชาการเกษตร อยู่ในระหว่างการสร้างวิทยากรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไปทำหน้าที่วิทยากรอบรมเกษตรกรและผู้รับจ้างพ่น ซึ่งการอบรมเพื่อสร้างวิทยากรจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ดังนั้น จึงขอให้เกษตรกรและผู้รับจ้างพ่นเตรียมพร้อมเข้ารับการอบรมตามระยะเวลาที่กำหนด โดยเกษตรกรที่จะเข้ารับการอบรมต้องมีทะเบียนเกษตรกร หรือหลักฐานแสดงพื้นที่ปลูกพืชที่จำเป็นต้องใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต สำหรับกำจัดวัชพืชใน อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลังและไม้ผล และใช้คลอร์ไพริฟอสเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นใน ไม้ดอก พืชไร่ ไม้ผล ซึ่งต่อไปการซื้อสารทั้ง 3 ชนิดไปใช้ เกษตรกรต้องซื้อจากร้านที่ได้รับอนุญาต แสดงหลักฐานผ่านการอบรม พร้อมแสดงชนิดพืชที่ปลูก และพื้นที่ปลูก เพื่อกำหนดปริมาณวัตถุอันตรายที่จะซื้อได้ ส่วนผู้รับจ้างพ่นก็ต้องมีใบอนุญาตผ่านการอบรมแล้วเช่นเดียวกัน