กยท.ผลิตหุ่นยางฝึกช่วยชีวิตแจก100ตัว ร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418829

x

กยท.ผลิตหุ่นยางฝึกช่วยชีวิตแจก100ตัว n ร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่10

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรว่า จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทำให้เกษตรกรเร่งรอบการผลิตข้าวไม่คำนึงคุณภาพ ทำให้มีข้าวในสต๊อกปริมาณมาก ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ เกษตรกรขาดทุน รัฐบาลจึงตั้งคณะทำงานวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรขึ้นมา เพื่อกำหนดปริมาณผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพ โดยกำกับดูแลการปลูกข้าวไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตสูง พันธุ์ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสำหรับผู้รักสุขภาพ เช่น พันธุ์ กข43 และพันธุ์ข้าวนุ่ม พันธุ์ กข79 ที่ตลาดต้องการ รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ที่เหมาะสมกับดินและน้ำ โดยใช้ Agri Map Application อีกทั้ง จัดการระบายข้าวที่ค้างในสต๊อกให้หมด ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกขยับสูงขึ้น เช่น ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิเพิ่มขึ้น จากปี 2557 ราคาตันละ 12,781 บาท ในปี 2557 เป็นตันละ 16,000 บาท ในปี 2562

สำหรับในปีการผลิต 2562/63 กระทรวงเกษตรฯยังกำหนดปริมาณการผลิตในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยกำหนดเป้าหมายพื้นที่ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวทั้งปี จำนวน 72.80 ล้านไร่ ผลผลิต 34.63 ล้านตันข้าวเปลือก ทั้งนี้ ยังสามารถปรับลดการผลิตข้าวในรอบที่ 2 ไปปลูกพืชอื่น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้อีก หากสถานการณ์ราคาข้าวอ่อนตัวลง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้นจากแรงจูงใจโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ การปรับปริมาณข้าวให้เหมาะสมกับความต้องการ จึงเป็นแนวทางสำคัญตามแผนข้าวครบวงจร ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่ปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาลจึงมีโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา เพื่อปรับสมดุลปริมาณพื้นที่ปลูกข้าวและสร้างรายได้ทดแทน โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งจะสามารถทดแทนการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยประสานผู้รับซื้อกำหนดแผนการผลิตและตลาด มีหลักประกันด้านราคารับซื้อ และประกันภัยพิบัติ ส่งผลให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการ 82,316 ราย ในพื้นที่ปลูก 724,932 ไร่ มีรายได้สุทธิเฉลี่ย 2,000 – 3,000 บาท/ไร่ (ราคารับซื้อ 8 บาท/กิโลกรัม ตามราคาประกันของโครงการ) และผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้รับข้าวโพดคุณภาพดีในการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ต่อไป ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงด้านรายได้ นอกจากนั้น การปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการปลูกข้าวนาปี ประหยัดน้ำได้ถึง 700 ล้าน ลบ.ม. ต่อรอบการผลิต (4 เดือน) เนื่องจากข้าวโพดอาหารสัตว์ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าวซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ยังเป็นโครงการแรกของประเทศที่ไม่ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อการแทรกแซงราคา และไม่สร้างภาระงบประมาณภาครัฐ

Leave a comment