ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/418259

รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?
เมื่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 ราคายางพาราตกต่ำ โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ประมาณกิโลกรัมละ 30 กว่าบาท จนเกษตรกรร้องว่า “ยางพารา 3 โล 100 ไม่สามารถอยู่ได้” แม้ว่า คสช.จะใช้อำนาจยุบหน่วยงานองค์กรยางจาก 3 หน่วยเดิม ได้แก่ องค์กรสวนยาง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางและสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรเป็น “การยางแห่งประเทศไทย” (กยท.) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งหวังให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ถึงกระนั้นราคายางก็ยังไม่มีท่าทีที่จะขยับขึ้น กระทั่งใช้วิธีพยุงราคายางโดยร่วมกับประเทศผู้ส่งออกยางพาราอินโดนีเซียและมาเลเซียในเวทีสภาไตรภาคียาง ใช้มาตรการจำกัดการส่งออก (AETS) หวังผลลดปริมาณยางในตลาดโลกเหมือนโอเปกลดการผลิตน้ำมัน ก็ไม่สามารถทำให้ราคายางปรับสูงขึ้นได้
จนกระทั่ง นายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเริ่มแก้ปัญหาราคายางตกต่ำทันที่ เริ่มโครงการแรก ลดปริมาณยางด้วยการสั่งตัดต้นยางออก 2 ล้านไร่ ปรากฏว่า มีทั้งเสียงเชียร์และค้าน
จึงได้จึงเปลี่ยนวิธีการใหม่โดยใช้นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงานจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)ที่จ.กระบี่และจ.ตรัง ในโครงการสร้างเสริมศักยภาพเพื่อขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทย ระหว่างผู้ประกอบกิจการยางพาราจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดใหม่ ได้แก่ เม็กซิโก เกาหลีใต้ ศรีลังกา อินเดีย ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน กับกลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 30 สถาบันส่งผลให้มีการสั่งซื้อยางจากกลุ่มสถาบันเกษตรกรและกยท. คิดเป็น 57% ของจำนวนบริษัททั้งหมดที่เข้าร่วมจับคู่เจรจาธุรกิจ สั่งจองยางหลายประเภท ได้แก่ น้ำยางข้น ยางเครปขาว ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง รวมปริมาณกว่าเดือนละ 58,000 ตัน หรือ 696,000 ตันต่อปี นับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง แล้วสั่งการให้ทูตเกษตรในต่างประเทศติดตามสถานการณ์ยางโลกใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราทุกระยะ
นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯกล่าวว่า ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ผลผลิตยางพาราเฉลี่ย 4.5 ล้านตันต่อปี แต่่ใช้ในประเทศเพียงปีละ 500,000 ตันเท่านั้น ที่เหลือส่งออกโดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามในปี 2556 ประเทศผู้ปลูกยางพารารายใหม่เริ่มส่งออกมากขึ้น จนสต๊อกยางในตลาดโลกมีปริมาณมากส่งผลให้ราคาตกต่ำ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศจึงหันไปใช้ยางสังเคราะห์ที่ทำจากน้ำมันแทนการใช้ยางธรรมชาติเพราะราคาถูกกว่า กระทรวงเกษตรฯจึงส่งเสริมให้แปรรูปยางภายในประเทศหรือเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศมากขึ้น ไม่ได้พึ่งการส่งออกเพียงอย่างเดียวและที่เห็นผลเป็นรูปธรรม มีผลทำให้ราคายางในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ่้นคือ โครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์
.jpg)
“โครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์นั้นมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน ขณะนี้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศได้อนุมัติเทศบัญญัติและข้อบัญญัติจังหวัดงบประมาณปี 2562 เพิ่มเติมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลสามารถใช้งบท้องถิ่นทำถนนพาราซอยซีเมนต์ในพื้นที่ชนบทได้แล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการระยะกลางและระยะยาวเพื่อกระตุ้นราคายางโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศ ที่สำคัญคือ โครงการสร้างถนนผสมยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ความยาวถนนดินลูกรังที่อยู่ในแผนปรับเป็นถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราไร้ฝุ่นระยะทางยาง 300,000 กิโลเมตร ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะทยอยจัดทำถนนผสมยางแทนถนนลูกรังปีละ 50,000 กิโลเมตร” นายกฤษฎากล่าว
ทั้งนี้ถนน 1 กิโลเมตรใช้ยางพารา 1.3 ตัน คาดว่า ปริมาณการใช้ในโครงการสร้างถนนจะไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน นอกจากนี้ อปท. ยังนำยางพาราไปสร้างสนามกีฬาและสนามเด็กเล่นอีกด้วย โดยเป็นมาตรการระยะกลางและระยะยาวที่จะทำให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นอีกและมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการดำเนินงาน โครงการสร้างถนนผสมยางพาราทั้งปีงบประมาณ 2561 – 2562 ที่ดำเนินการแล้วมี 2,565 โครงการ ใช้น้ำยางข้น 29,554 ตันและน้ำยางสด 3,078.87 ตัน สำหรับสนามกีฬาจัดทำแล้ว 72 โครงการ ส่วนสนามเด็กเล่น 29 โครงการ รวมปริมาณน้ำยางที่ข้นใช้ไปแล้ว 29,929.45 ตัน และปริมาณน้ำยางสดที่แล้ว 3,114.47 ตัน
โดยราคาน้ำยางสดล่าสุด (4 มิ.ย.2562) อยู่ที่ 50.90 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับเดือนตุลาคม 2561 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท ส่วนยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 55.89 บาทต่อกิโลกรัม โดยเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2561 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท
หากมาตรการส่งเสริมใช้ยางในประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการลดทั้งพื้นที่สวนยางแล้ว จึงมั่นใจว่า ราคายางจะปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน เนื่องจากประเทศคู่ค้าสำคัญคือ จีน ตลอดจนประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราอื่นต้องวางแผนสั่งซื้อยางวัตถุดิบจากตลาดล่วงหน้าสำคัญได้แก่ ตลาดไซคอม (สิงคโปร์) ตลาดโตคอม (ญี่ปุ่น) หากทราบว่า ปริมาณยางวัตถุดิบในตลาดโลกจะลดลง ผู้ผลิตเหล่านี้ต้องซื้อไปเก็บสต็อกไว้ เป็นปัจจัยให้ราคาซื้อขายทั้งในตลาดล่วงหน้าสูงขึ้น ส่งผลให้ราคารับซื้อในประเทศสูงตามไปด้วย
ราคายางพาราของไทยมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืนแน่นอน!!