ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/401799

ไทยคือศูนย์กลางดนตรีคลาสสิกแห่งหนึ่งของโลก : สมเถา สุจริตกุล คีตกวีชาวไทยที่ยุโรปยกย่อง
“อาชีพแรกของผมอยู่ในโลกแห่งเสียงดนตรี แต่เมื่อกลับมาเมืองไทยเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ก็กลับพบว่าการทำดนตรีในเมืองไทย ทำให้ผมเครียดมาก เลยหนีความเครียดไปอยู่อเมริกา แล้วไม่แตะต้องดนตรีนานเกือบ 20 ปี แต่ในที่สุดก็กลับมาอยู่ในโลกแห่งดนตรีในเมืองไทย”
แนวหน้าวาไรตี้ โดย เฉลิมชัยยอดมาลัย สนทนากับสมเถา สุจริตกุลคนธรรมดาที่มากด้วยความสามารถ เพราะเขาเป็นทั้งนักประพันธ์นวนิยายภาษาอังกฤษระดับ The Best Sellers (โดยใช้ชื่อในการประพันธ์ว่า SP Somtow) คีตกร วาทยกรและผู้กำกับภาพยนตร์ สมเถาได้รับรางวัลศิลปินศิลปาธรกิตติคุณ สาขาดนตรี พ.ศ. 2551 นอกจากนี้สมเถายังเป็นชาวเอเชียคนแรกของโลกที่ได้รับรางวัล European Award for Cultural Achievement 2017 จากสภาวัฒนธรรมยุโรป ในฐานะคีตกวี และวาทยกร แม้สมเถาจะได้รับรางวัลที่คนยุโรปต่างให้ความสำคัญอย่างมาก แต่สำหรับรัฐบาลไทยแล้วกลับมองไม่เห็นความสำคัญของรางวัลนี้แม้แต่น้อย
เราเริ่มประเด็นสนทนาด้วยคำถามว่าการทำงานศิลปะในเมืองไทย ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐหรือไม่ เพื่อให้งานก้าวเดินต่อไป หรือว่าจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชน เพราะเท่าที่ตามดูงานของคุณสมเถา โดยเฉพาะโครงการคีตนิพนธ์ทศชาติ ซึ่งเป็นโครงการใหญ่มาก แต่ดูเสมือนจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐน้อยมาก ส่วนภาคเอกชนก็ดูเสมือนจะไม่ค่อยให้ความสนใจ
สมเถาตอบว่า ตอนที่ผมกลับมาเมืองไทย แล้วมาทำงานด้านดนตรี ในช่วงนั้นภาครัฐไม่ได้เข้ามาดูแลหรือช่วยเหลืออะไร แต่ภาครัฐเริ่มเข้ามาช่วยดูแลบ้างก็เมื่อสักประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา อันที่จริงงานศิลปะมีหลากหลายรูปแบบ แต่งานที่ผมทำนั้นอาจถูกมองว่าเป็นศิลปะของยุโรป หรือบางคนอาจจะบอกว่าเป็นงานศิลป์ที่ต้องปีนบันไดฟัง แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น เพราะดนตรีคลาสสิกก็คือศิลปะแขนงหนึ่ง เมื่อเราสามารถแสดงงานศิลป์รูปแบบนี้ได้ดีก็เท่ากับช่วยเชิดหน้าชูตาประเทศไทยได้ทางหนึ่ง สมมติว่าทุกชาติในยุโรปเขาเข้าใจว่า โอเปรา คือศิลปะชั้นสูงของเขา หรือเป็นสัญลักษณ์ทางศิลปะชนิดหนึ่งของเขา เป็นงานศิลป์ที่มาจากพระราชวัง หรือมาจากชนชั้นสูง แต่มันก็คืองานศิลปะแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมเมื่อหลายศตวรรษมาแล้ว คล้ายๆ กับเป็นประวัติศาสตร์ศิลป์ แล้วมันก็แพร่หลายไปในหมู่ผู้คนในสังคมในยุโรป ส่วนในประเทศไทยนั้นงานศิลป์แบบนี้ก็ยังดำเนินต่อไป แต่มันอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะภาครัฐก็ไม่สนใจมากนัก ส่วนภาคประชาชนก็ยังไม่สนใจมากเช่นกัน แต่ก็มีคนสนใจมากขึ้นเป็นลำดับ จะเห็นว่าทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจดนตรีคลาสสิกมากขึ้น ซึ่งคนที่ไปฟังก็ไม่ใช่พวก Hi-So ตามที่หลายคนชอบพูดกัน เพราะเท่าที่เห็นก็มีคนจากหลายระดับไปชมไม่ว่าจะเป็นนิสิตนักศึกษาและคนในกลุ่มคนทำงานทั่วไป
พูดถึงเรื่องรัฐบาลให้การสนับสนุนงานดนตรีคลาสสิก หากเราพูดตามแบบของยุโรป ก็ต้องบอกว่าแรกเริ่มงานศิลป์แบบนี้มาจากพระราชวัง และก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในยุคต่อๆ มา ส่วนคนของเขาก็ชื่นชมกับเพลงคลาสสิก เพราะฉะนั้นมันจึงได้รับการสนับสนุนจากหลายๆ ภาคส่วนไปพร้อมๆ กัน แต่สำหรับบ้านเรา เมื่อพูดถึงดนตรีคลาสสิก หรือซิมโฟนี ที่เล่นเพลงของคีตกวีระดับโลก เช่น Franz Joseph Haydn, Johann Sebastian Bach, Ludwig Van Beethovan, Wolfgang Amadeus Mozart และคีตกวีระดับโลกอื่นๆ อีกมากมาย ก็จะมีหลายเพลงที่คุ้นหูคนไทย แต่อันที่จริงยังมีเพลงของพวกเขาอีกมากมาย ซึ่งเมื่อคนไทยไม่คุ้นก็เลยบอกว่าไม่รู้จัก หรือบอกว่าต้องปีนบันไดฟัง
เมื่อคนไทยบอกว่าต้องปีนบันไดฟัง เพราะไม่รู้จักรัฐบาลจึงไม่สนับสนุนใช่หรือไม่ สมเถาตอบว่า จริงๆ แล้วผมไม่เห็นว่าการต้องปีนบันไดเป็นข้อเสียอะไร เพราะมันไม่มีอะไรที่มีค่าในโลก ที่ไม่ต้องปีนบันได ไม่มีของดีอะไรในโลกที่ได้มาฟรี สิ่งที่ไม่ต้องปีนบันไดเลย มักจะเป็นสิ่งที่
ไม่ถาวร เดี๋ยวก็หมดยุค แล้วก็ล้าสมัยไปโดยเร็ว นี่คือสิ่งแรกที่อยากจะพูด ตอนนี้ผู้ฟังดนตรีคลาสสิกทั่วโลกยกเว้นในเมืองไทยปรากฏว่าคนดูคนฟังคือคนแก่ แต่ทว่าในเอเชียนั้น กลับตรงกันข้าม เพราะคนดูคนฟังเป็นกลุ่มเด็ก เพราะฉะนั้น อนาคตของดนตรีคลาสสิกในเอเชียมันดูสดใสขึ้นยิ่งถ้าไปดูโอเปราในยุโรป จะพบว่าผู้แสดงนำคือคนเอเชียมากกว่าครึ่ง ส่วนคนในวงซิมโฟนีนั้นจำนวนไม่น้อยก็มาจากเอเชีย บอกได้เลยว่า ดนตรีคลาสสิกกำลังมาแรงมากๆ ในเอเชีย ผมบอกได้ด้วยว่านิตยสารดนตรีคลาสสิกของยุโรปเขาลงความเห็นพ้องกันว่า ประเทศไทยคือศูนย์กลางของโอเปรา แห่งหนึ่งของโลก แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลไทยไม่เคยรู้เรื่องนี้ ผมอยากให้ไปดูหนังสือพิมพ์จากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ เขายอมรับว่าเมืองไทยคือผู้นำด้านดนตรีคลาสสิก เรื่องนี้คนต่างชาติในประเทศที่เจริญแล้วเขารับรู้ แต่คนในประเทศอาจจะเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่องนี้ก็ได้
ผมได้ยินรัฐบาลบอกว่า เราต้องทำประเทศของเราเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม แต่รัฐบาลอาจไม่รู้ว่าขณะนี้นอกจากไทยเป็นผู้นำแล้ว เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมไป conduct โอเปรา เรื่อง AIDA (อาอิดา)ที่สิงคโปร์ งานนี้ใช้งบประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 25 ล้านบาทอยากบอกให้รู้ว่าดาราที่ไปแสดงนั้นคือดาราที่ผมเคยเชิญมาแสดงที่กรุงเทพฯมาก่อนแล้ว พูดถึงงบประมาณที่เขามีมากกว่าเรา เขาจึงมี productionที่อลังการมาก การแสดงครั้งนั้นได้รับการกล่าวขานมากในต่างประเทศ เพราะมีนักวิจารณ์และนักข่าวต่างประเทศไปดูมาก แต่ขอบอกว่าเรื่องนี้ผมเคยทำมาแล้วในเมืองไทย ผมอยากจะบอกว่าเลิกพูดเถอะว่าเราต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากฝรั่ง เพราะจริง ๆ แล้วเราสามารถสอนฝรั่งในเรื่องนี้ได้แล้ว ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสอนฝรั่ง เราทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะต้องการแข่งกับฝรั่ง แต่ต้องการสอนฝรั่งมากกว่า
คุณสมเถา เป็นคนไทย และคนเอเชียคนแรกที่ได้ European Award for Cultural Achievement 2017 จากสภาวัฒนธรรมยุโรป ซึ่งมีที่ตั้งสำนักงานในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี เขาให้รางวัลนี้เพียงปีละหนึ่งคนเท่านั้น เจ้าของรางวัลบินมามอบให้กับผมถึงเมืองไทย เหตุผลที่
เขาให้ผมคือ เห็นว่าผมเป็นเสมือนสะพานเชื่อมวัฒนธรรมระหว่างยุโรปกับเอเชีย ตามปกติเขาไม่ให้รางวัลนี้กับคนเอเชีย เพราะมันเป็นรางวัลของคนยุโรป เมื่อได้รางวัลนี้แล้ว ถามว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญอะไรบ้าง ก็ตอบว่า ได้รับช่อดอกไม้จากนายกรัฐมนตรีไทยหนึ่งช่อ (พูดแล้วหัวเราะ) ซึ่งก็ถือว่าดีที่รัฐบาลไทยรับรู้เรื่องนี้ แต่ตอนแรกผมคิดว่าเมื่อรัฐบาลไทยรู้เรื่องนี้แล้ว จะให้การสนับสนุนด้านดนตรีคลาสสิกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เห็น แต่ก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่าเขารับรู้แล้วก็พอ ผมเชื่อว่าในอีก 100 ปีข้างหน้า คนไทยคงไม่ต้องมาถามอีกแล้วว่าดนตรีคลาสสิกมันเป็นของไทยหรือของฝรั่ง เพราะมันจะเหมือนกับคนทั่วโลกรู้จักดนตรีคลาสสิกของเยอรมนี รัสเซีย และเขาก็จะรู้จักดนตรีคลาสสิกจากไทย จะเห็นได้ว่าในยุคนี้มีศิลปินไทยทำดนตรีคลาสสิกมากมายแต่เป็นความคลาสสิกที่มีกลิ่นและรสของความเป็นไทยผสมอยู่ ซึ่งหลายคนที่โด่งดังก็เป็นลูกศิษย์ของผม และผมก็หวังว่าเขาจะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ส่วนมุมมองของรัฐบาลนั้นเขาอาจจะยังคิดว่านี่มันคือเรื่องของตะวันตกมันไม่ใช่เรื่องของไทย ดังนั้นเขาจึงมองไม่เห็นความสำคัญ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ เหมือนกับหนังไทยในอดีตนั้นก็ไม่ใช่ว่าเป็นแค่หนังตะลุง หากไปดูหนังไทยในยุคแรกๆ เมื่อเกือบ 100 ปีก่อน ก็จะเห็นว่ามันแสนจะเป็นฝรั่ง แล้วก็ไม่เห็นจะมีใครบอกว่าทำแบบนั้นไม่ได้ แล้วเมื่อเวลาผ่านไปลองดูหนังไทยทุกวันนี้แล้วจะเห็นว่ามันก็คือหนังไทย ทั้งๆ ที่ตอนแรกมันก็แสนจะฝรั่ง เพราะเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ มันก็สะท้อนความเป็นไทยออกมาในที่สุด
ที่คุณถามว่ารัฐบาลไทยต้องสนับสนุนดนตรีคลาสสิกอย่างไร เรื่องนี้ตอบแทนเขาไม่ได้ เพราะเขาอาจจะมองว่ามันไม่ใช่ของไทย ไม่ใช่ศิลปไทย ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย เขาก็จึงไม่สนับสนุนในส่วนของผม ผมก็ยังคงต้องทำเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ทำต่อไป ทำให้คนทั่วไปเห็นไปเรื่อยๆ แล้วคุณก็ต้องเข้าใจว่ากระทรวงวัฒนธรรมเพิ่งตั้งมาได้ไม่กี่ปีเท่านั้นตอนเริ่มต้น เขาอาจจะยังมองอะไรไม่หมด แต่เขาก็คงจะต้องค่อยๆ มองไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราทุกคนต้องแยกแยะได้ว่าศีลธรรมกับวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน วัฒนธรรมก็คือวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือกระจกสะท้อนสภาพสังคมไทย และสังคมของมนุษยชาติ ศิลปะก็คือความจริงชนิดหนึ่ง และมันก็จะเป็นความจริงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอีกกี่ร้อยปี
คำถามสุดท้ายคือ ทำไมต้องไปอยู่ต่างประเทศ เมื่อเจอกับปัญหาอะไรในประเทศไทยหรือ
สมเถาบอกว่าหลังจากจบจากเคมบริดจ์ เมื่ออายุ 21 ปี ก็กลับมาเมืองไทย มาเป็นคีตกร ซึ่งก็ได้ประสบการณ์มากมาย ได้เป็นตัวแทนของไทยไปประชุมคีตกรโลกซึ่งจัดในญี่ปุ่น แล้วหลังจากนั้นก็ได้พบกับบรูซ แกสตัน กับ ดนู ฮันตระกูล เราสามคนก็สร้างความแปลกใหม่ให้กับดนตรีไทย โดยจัดงานดนตรีใหญ่ระดับโลก มีนักประพันธ์เพลงระดับโลกมากมายประมาณ 200 กว่าคนมาร่วมงาน สิ่งที่เราทำให้ครั้งนั้นคือเรานำดนตรีไทยไปเล่นผสมกับดนตรีสากล จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นปี 2521 ปรากฏว่าถูกโจมตีว่าทำผิดครู ทำผิดธรรมเนียมดนตรีไทยซึ่งสุดท้ายต้องเอาฝรั่งมาเล่นดนตรีไทยโดยให้เล่นตามโน้ตเพลง ผลที่ตามมาคือผมโดนด่าหนักมาก โดนจนเครียด คนกล่าวหาว่าผมบ้า เป็นคนบ้าทำลายวัฒนธรรมไทยผมจึงตัดสินใจไปอยู่อเมริกาแล้วไม่จับเครื่องดนตรีกว่า 20 ปี แล้วก็หันไปเขียนหนังสือแทน จากวันนั้นถึงวันนี้ผมเขียนหนังสือไปแล้วกว่า 60 เรื่อง แต่สุดท้ายเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผมก็กลับมาเมืองไทย แล้วก็ทำงานที่อยากทำไปตามเรื่องตามราว หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าเรื่องเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับผม แต่ผมก็ถือว่าทุกการเปลี่ยนแปลงมันต้องมีการปฏิวัติ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้
ก็จึงเห็นกันทั่วไปว่าดนตรีไทยกับดนตรีฝรั่งสามารถผสมผสานกันได้อย่างน่าสนใจ
คุณสามารถพบกับรายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความบันเทิง ในรายการแนวหน้าวาไรตี้ ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา16.00-16.25 น.
ทางโทรทัศน์ TNN2 ช่อง784 ดิจิทัลทีวีหรือ True Visions 8 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ผู้หญิงแนวหน้าBy คุณแหน
