ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/431173
x
เดินหน้าระบบVMSแก้ทำประมงผิดกม.
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม เรือตรวจการประมง 1001(สมุย) รับแจ้งจากศูนย์ควบคุมการทำการประมงให้เข้าตรวจสอบเรือศิริพงษ์ 25 ซึ่งเป็นเรือประมงอวนล้อมจับ ขนาด 99.96 ตันกรอส ที่ทำประมงอยู่ในทะเล และเมื่อเดินทางจุดที่มีสัญญาณ VMS ของเรือศิริพงษ์ 25 บริเวณพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเชีย ห่างจากปากร่องน้ำจังหวัดปัตตานี 120 ไมล์ทะเล กลับไม่พบเรือศิริพงษ์ 25 เเต่กลับพบเรือปั่นไฟชื่อ เรือเอกสิริลาภ 41 ขนาด 25.42 ตันกรอส ลอยลำอยู่ และเมื่อเข้าตรวจสอบ พบอุปกรณ์ VMS ของเรือศิริพงษ์ 25 ติดตั้งอยู่บนเรือปั่นไฟลำดังกล่าว จึงควบคุมเรือเอกสิริพงษ์ 41 เข้าฝั่งเพื่อดำเนินคดี และแจ้งเจ้าของเรือให้นำเรือศิริพงษ์ 25 กลับเข้าเทียบท่า และเมื่อเรืออวนล้อมลำดังกล่าวถูกเรียกกลับเข้าท่าในเรือลำดังกล่าวพบมีสัตว์น้ำอยู่ในเรือ 2,700 กิโลกรัม จึงแจ้งข้อหาและดำเนินคดี
นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ระบบติดตามเรือประมง (Vessel Monitoring System- VMS) เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่ส่งสัญญาณตำแหน่งของเครื่อง VMS ซึ่งติดตั้งในเรือประมงผ่านระบบดาวเทียมศูนย์ควบคุมการทำการประมง และเจ้าของเรือประมง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเรือประมงทำการประมงถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้ติดตั้งระบบดังกล่าวกับเรือประมง ทั้งที่ทำประมงในน่านน้ำ และในทะเลสากล โดยกรมประมงมีแนวคิดนำระบบ VMS เข้ามาทดลองใช้บริหารจัดการเรือประมงตั้งแต่ พ.ศ. 2554 แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายขณะนั้น(พ.ร.บ.การประมง 2490) และผลจากการไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมายสำหรับเรือประมงนอกน่านน้ำ ต่อมาภายใต้พระราชกำหนดการประมง 2558 ได้ตราบทบัญญัติให้อำนาจภาครัฐกำหนดขนาดเรือประมงที่จะต้องติดตั้งระบบติดตามดังกล่าว กรมประมงจึงกำหนดให้เรือประมงตั้งแต่ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป ต้องติดระบบ VMS เพราะเรือกลุ่มดังกล่าวมีประสิทธิภาพทำประมงสูง มีความเสี่ยงจะออกไปทำประมงนอกน่านน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต
ผลของการที่เรือประมงขนาดใหญ่ติดตั้ง VMS ส่งผลทำให้ชาวประมงไม่กล้ารุกล้ำไปทำประมงในเขตประมงชายฝั่ง เห็นได้จาก 14 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 1 เมษายน 2561 – 31 พฤษภาคม 2562) มีเรือประมงที่ติด VMS ออกไปทำประมง 367,187 เที่ยว แต่มีเรือที่ถูกจับเนื่องจากเข้าทำการประมงในเขตชายฝั่งหรือเขตห้ามทำการประมงเพียง 41 คดีและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นที่เห็นชัดเจนจากการที่เรือประมงขนาดใหญ่ไม่เข้าทำการประมงเขตชายฝั่งคือ ทรัพยากรสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งทะเลอุดมสมบูรณ์ขึ้น และชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้และการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า ให้การยอมรับประเทศไทยในฐานะ “รัฐเจ้าของธง” ในการควบคุมเรือประมงไทยไม่ให้ไปลุกล้ำน่านน้ำเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความพยายาม“เลี่ยง” ติดตั้ง VMS บนเรือประมง เห็นได้จากรอบ 14 เดือนที่ผ่านมาพบมีคดีที่เรือประมงย้าย VMS ของตนเองไปติดตั้งยังเรือประมงลำอื่น ทั้งสิ้น 8 คดี แสดงถึง “เจตนา”ทำผิดชัดเจน รวมถึงเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า “VMS มีความสำคัญมากเพียงใด ในการก่อให้เกิดความเป็นธรรม”
อธิบดีกรมประมงกล่าวทิ้งท้ายว่า มาตรการที่ออกมาไม่ได้ “อยาก” แต่เป็นการ “แก้ปัญหา” ที่เกิดขึ้นมานานในอดีต เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ที่สำคัญที่สุดคือ การสร้าง “ความเป็นธรรม” ในการทำการประมง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า “กฎ” จะออกมาน้อยหรือมากเพียงใด หากมีคนพร้อม“แหกกฎ ระเบียบ” เพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งเป็นการเอาเปรียบชาวประมงด้วยกัน และทำให้ต้องมีกติกาที่รัดกุมเพิ่มมากขึ้น ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องได้รับผลกระทบมากขึ้นด้วย แต่ถ้าทุกคน “ร่วมมือ ร่วมใจ”กัน กฎระเบียบอาจไม่จำเป็น อนาคตการประมงทะเลของไทยมุ่งสู่ความยั่งยืน