บี มาย เกสท์ : ดนตร์-แก้วเดียว-โดยา หล่อกิติยะกุล พี่น้องหัวใจจิตอาสา ระดมทุนโครงการตู้ยากลางป่า ส่งยาพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตชุมชนที่ห่างไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/413194

บี มาย เกสท์ : ดนตร์-แก้วเดียว-โดยา หล่อกิติยะกุล พี่น้องหัวใจจิตอาสา ระดมทุนโครงการตู้ยากลางป่า ส่งยาพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตชุมชนที่ห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาการแพทย์และสาธารณสุข ยังเป็นปัญหาสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ยามเจ็บป่วยจะเข้ามาหาหมอในโรงพยาบาลใหญ่ก็เป็นเรื่องลำบาก สิ่งที่ทำได้คือ การรักษาตามมีตามเกิด หรือใช้สูตรยารักษาโรคที่บอกต่อๆ กันมาซึ่งรักษาหายบ้างไม่หายบ้าง การมียารักษาโรคขั้นพื้นฐาน หรือ ยาสามัญประจำบ้าน ที่มีคุณภาพและมาตรฐานตามหลักสากล จึงเป็นสิ่งจำเป็น จากการที่มีโอกาสได้ไปสัมผัสกับชีวิตของคนในชุมชนพื้นที่ห่างไกลบนดอยสูง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ 4 พี่น้องตระกูล “หล่อกิติยะกุล” ประกอบด้วย โดย อายุ 21 ปี ดนตร์ อายุ 18 ปี และน้องสาวฝาแฝด แก้วเดียว-โดยา อายุ 17 ปี จัดทำ “โครงการตู้ยากลางป่า” (The Jungle Box Project) ทำการระดมทุนเพื่อนำยาสามัญประจำบ้านและสิ่งของจำเป็นในการดูแลสุขภาพขั้นฐานไปมอบให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล

เนื่องจาก “โดย” พี่ชายคนโต เดินทางไปศึกษาต่อปริญญาเอกทางด้าน Biology of Aging ที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (Universityof Southern California : USC) วันนี้เราจึงได้เชิญ 3 พี่น้อง ดนตร์-แก้วเดียว และ โดยา มาบอกเล่าเรื่องราวดีๆ พร้อมเชิญชวนให้ผู้อ่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการตู้ยากลางป่า

เริ่มจาก ดนตร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงที่ตนเองต้องไปป่วยอยู่กลางป่า “ครอบครัวเราชอบเดินป่ากันมาก โดยมีจุดเริ่มต้นจากคุณพ่อคุณแม่พาพวกเราไปเดินป่าตั้งแต่อายุประมาณ 10 กว่าขวบ เพื่อให้พวกเราได้ไปเรียนรู้การใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่เราต้องดูแลตัวเอง ไม่มีความสะดวกสบาย แต่กลายเป็นว่าพวกเราก็ชอบเดินป่า ทุกๆ ปิดเทอมเราก็จะไปเดินป่ากัน ทริปหนึ่ง 5-10 วัน ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางบนดอยทางภาคเหนือ ซึ่งทุกครั้งที่ไปคุณแม่จะจัดเตรียมยาสามัญติดเป้ไปทุกครั้ง จนมีทริปหนึ่งที่คนนำทางบอกให้เอาสัมภาระไปให้น้อยที่สุด เราก็คิดกันว่าเป็นเส้นทางที่ใช้เวลาเดินไม่นานคงไม่มีเหตุอะไร จึงตัดสินใจไม่เอายาติดตัวไปเหมือนทุกครั้ง แต่ปรากฏว่าทริปนั้นผมอาหารเป็นพิษ โชคดีที่เดินไปถึงหมู่บ้านหนึ่งแล้ว ก็มีชาวบ้านพยายามช่วยด้วยการเอายาสมุนไพรมาให้กิน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นรอรุ่งขึ้นอีกวันพอมีแรงเดินกลับลงมาแล้วไปหาหมอที่โรงพยาบาล จากจุดนั้นเองทำให้ผมรู้ว่าการไม่มียารักษาโรคแผนปัจจุบัน มันแย่แค่ไหน ขนาดเราไปอยู่ตรงนั้นแค่ไม่นาน แล้วชาวบ้านที่เขาอาศัยอยู่ที่นั่นแล้วขาดแคลนยารักษาโรค จะลำบากขนาดไหน”

เมื่อกลับบ้านมา ดนตร์ จึงนำสิ่งที่ติดอยู่ในใจมาปรึกษากับครอบครัว และทุกคนได้เห็นตรงกันถึงความจำเป็นดังกล่าว “โครงการตู้ยากลางป่า (The Jungle Box Project)” จึงเกิดขึ้นในปีพ.ศ.2559 ซึ่ง โดยา น้องเล็กของบ้าน บอกถึงการทำงานในโครงการนี้ให้ฟังว่า

“ในช่วงปีแรกเป็นเรื่องของการวางแผนดำเนินงาน เราแบ่งหน้าที่กันทำ พี่โดยกับเดวา(แก้วเดียว) รับหน้าที่เรื่องยา เพราะสองคนนี้สนใจเรื่องการแพทย์ ดันเต้ (ดนตร์) รับหน้าที่ในการออกแบบตู้ยา ถุงยาให้ง่ายต่อการขนย้าย ติดตั้ง รวมถึงการใช้งานของชาวบ้าน ส่วนหนูรับผิดชอบเรื่องการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ หน่วยงาน หรือผู้นำท้องถิ่นในการคัดเลือกหมู่บ้านที่จะนำตู้ยาไปติดตั้ง และส่วนเงินที่นำมาจัดทำโครงการ เราใช้วิธีการขอรับบริจาค ซึ่งเงินทุนก้อนแรกเป็นเงินที่พวกเราลงขันกันเอง ได้จำนวน 9,000 บาท จากนั้นเราก็ใช้วิธีบอกต่อไปยังเพื่อนๆ ของคุณพ่อ คุณแม่ เพื่อนๆ ของเรา ซึ่งกล่องยาหนึ่งกล่องมีมูลค่า 15,000 บาท เราตั้งเป้าไว้ที่ 100 กล่องหรือ 100 หมู่บ้านค่ะ”

ด้าน แก้วเดียว ในฐานะรับหน้าที่ดูแลการคัดสรรยาสำหรับมาบรรจุในตู้ยา เล่าถึงการทำงานของเธอว่า “หนูกับพี่โดย เราได้มีการค้นหาข้อมูลกันก่อนว่ายาอะไรประเภทไหนที่เราควรจะนำไปให้เขา ซึ่งเราได้รับความกรุณาจากคุณหมอท่านหนึ่งมาเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำว่า ยาที่จะนำไปให้ควรเป็นยาสามัญที่มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป และไม่ใช่ยาที่ต้องจัดตามใบสั่งแพทย์ โดยครอบคลุมการรักษาบรรเทาอาการต่างๆ อาทิ ระบบประสาท/ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบย่อยอาหารและขับถ่าย ระบบผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงอุปกรณ์ปฐมพยาบาล อุปกรณ์ตรวจรักษาขั้นพื้นฐาน เช่น หูฟังของแพทย์ เครื่องวัดความดัน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีระบบกรองน้ำขนาดเล็กไปมอบให้เพื่อให้ชาวบ้านได้มีน้ำสะอาดสำหรับบริโภค”

ดนตร์ ซึ่งมีความใฝ่ฝันจะเป็นวิศวกรในอนาคต ได้เล่าถึงการออกแบบ ตู้ยากลางป่า หรือJungle Box ให้ฟังว่า “ชุดตู้ยากลางป่าถูกออกแบบเพื่อให้รองรับกับการขนย้าย ติดตั้งและใช้งาน โดย Jungle Box หรือกล่องมีสีแดงสามารถพับเก็บได้ในกล่องจะประกอบด้วยตู้ยาผ้าสำหรับแขวนผนัง มีลักษณะบานประตูที่เปิดและปิดพับได้ เมื่อเปิดออกจะมีช่องพลาสติกใสสำหรับใส่ยา 68 ช่อง แต่ละช่องจะมีหมายเลขกำกับยาแต่ละชนิดที่เป็นหมายเลขอ้างอิงเพื่อนำไปใช้ค้นหาข้อมูลในคู่มือการใช้ยา เมื่อยาในตู้ยาหมด ผู้ดูแลก็สามารถนำยาที่หมายเลขตรงกันในกล่องใบใหญ่มาเติมได้ และมีถุงหูรูดซึ่งจะบรรจุชุดปฐมพยาบาล ยาของเด็ก เพื่อไม่ให้ปะปนกับยาของผู้ใหญ่ และเพื่อให้ชาวบ้านสามารถใช้งานได้ง่าย ผมยังได้ออกแบบคู่มือการใช้ยา คู่มือการตรวจรักษาสุขภาพขั้นพื้นฐาน และคู่มือการปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงคู่มือการปฏิบัติตนเมื่อเกิดภัยพิบัติใส่เข้าไปด้วย”

เมื่อเป้าหมายการส่งมอบตู้ยากลางป่าอยู่ที่ 100 กล่อง 100 หมู่บ้าน ต้องใช้เงินทุนประมาณ 2,000,000 บาท การบอกกล่าวขอรับบริจาคในหมู่คนใกล้ชิดจึงไม่เพียงพอ โดยา ในฐานะผู้จัดการโครงการจึงได้จัดทำ www.the-jungle-box-project.com และ www.facebook.com/thejungleboxproject เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการและขอรับบริจาค

“การขอรับบริจาคอย่างจริงเริ่มในปีพ.ศ.2560 มีคนเข้ามาบริจาคเยอะมากค่ะ มีทั้งบุคคลทั่วไป องค์กร บริษัทใหญ่ๆ ที่เข้ามาสนับสนุน ซึ่งวันนี้เรามีทุนสำหรับจัดทำตู้ยากลางป่าได้ 80 กล่อง ได้ส่งมอบไปแล้ว 44 หมู่บ้าน ตอนนี้เรายังต้องการเงินทุนสำหรับตู้ยาอีก 20 กล่อง ในการบริหารค่าใช้จ่ายก็มีคุณแม่เข้ามาช่วยดูแลให้ ในรายที่บริจาคมาเป็นจำนวนกล่องยา เราก็จะติดชื่อของผู้บริจาคที่กล่องและส่งรูปรายงานไปให้ผู้บริจาค รวมถึงอัพเดทความเคลื่อนไหวทางเพจและเว็บไซต์เพื่อให้ผู้บริจาคและผู้สนใจได้รับทราบอยู่ตลอด ส่วนการคัดเลือกหมู่บ้าน หนูก็ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น หรือผู้นำชุมชนว่าพื้นที่ไหนที่มีความต้องการ โดยจะต้องเป็นหมู่บ้านที่มีอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแลรับผิดชอบด้านการดูแลสุขภาพพื้นฐานแก่ชาวบ้าน เพื่อให้ตู้ยากลางป่าสร้างประโยชน์ต่อสุขภาพของคนในชุมชนได้อย่างเต็มที่ และโครงการเองก็สามารถติดตามผลได้ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีบางหมู่บ้านที่ยาหมดก็ส่งจดหมายมาขอยาเพิ่ม เราก็จัดส่งกลับไปให้”

โครงการตู้ยากลางป่า ไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ห่างไกลในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีชุมชนซึ่งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารที่อยู่ในรอยต่อระหว่างประเทศเพื่อนบ้านได้ติดต่อขอรับตู้ยากลางป่าด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกเขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะให้การช่วยเหลือ เพราะนี่คือหนึ่งในวัตถุประสงค์ของน้องๆ ที่อยากให้โครงการนี้สามารถส่งเสริมสุขภาพของคนได้โดยไม่แบ่งเชื้อชาติ

ดนตร์ เผยความรู้สึกของเขาในการทำโครงการนี้ว่า “หลายคนอาจจะมองว่าผมกับน้องๆ ยังเด็ก แต่สิ่งที่พวกเราทำ เราคิดแค่ว่าเราอยากมีส่วนช่วยเหลือแบ่งปัน พวกเราเป็นเด็กเมืองที่อยู่ท่ามกลางความเจริญ มีโรงพยาบาลดีๆ ให้ไปรักษา แต่ชาวบ้านเหล่านั้นเขาอยู่ห่างไกล เขาก็รักสุขภาพของเขาเหมือนกัน สิ่งที่เราทำมันไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่พวกเราดีใจที่ได้ทำ ทุกครั้งที่ไปส่งมอบตู้ยาบางเส้นทางต้องเดินเท่านั้น ดีหน่อยก็รถโฟร์วีล แต่เส้นทางก็ลำบาก แต่พวกเราก็ดีใจที่ได้ทำ มันเหมือนกับว่าการเดินป่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับครอบครัวเรา แต่การเดินป่าไปส่งตู้ยาให้กับชาวบ้านเราไม่ได้มีความสุขฝ่ายเดียว ชาวบ้านก็มีความสุขด้วย มันเป็นความสุขสองเท่า ที่เราได้ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นครับ”

เช่นเดียวกับ แก้วเดียว-โดยา ฝาแฝดที่อายุห่างกันเพียงแค่ 1 นาที ต่างก็เห็นเช่นเดียวกับพี่ชาย แก้วเดียว บอกว่า “หนูไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันเล็กหรือใหญ่แค่ไหน รู้แค่ว่าเราเป็นวัยรุ่นมี Passion และไม่รีรอที่จะทำ เพราะช่วงวัยรุ่นหรือความเป็นเด็กของเราเป็นวัยที่มีเวลาในการจะทำ ไม่ว่าอะไรก็ตาม โดยเฉพาะการทำความดี การทำประโยชน์เพื่อสังคม เพราะเมื่อเราโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเราจะมีภาระความผิดชอบ มีหน้าที่อื่นๆ ที่มากขึ้น Passion ที่เคยมีมันก็อาจจะลดลงได้ หรือไม่มีเวลาเท่ากับตอนที่เป็นเด็กวัยรุ่น”

ปิดท้ายด้วย โดยา บอกว่า “พวกเราขอขอบคุณคุณพ่อ คุณแม่ ที่สนับสนุน รวมไปถึงผู้บริจาคทุกๆ ท่าน ที่สนับสนุนโครงการของเรา ซึ่งหากมีเงินทุนมากกว่านี้ก็หวังว่าโครงการจะอยู่ได้นานขึ้นในอนาคตพวกเราก็หวังว่าโครงการนี้จะโตขึ้น ใหญ่ขึ้นพอที่จะตั้งเป็นองค์กรการกุศลเต็มรูปแบบได้ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดารได้มากขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านที่เห็นว่าโครงการนี้มีประโยชน์มาร่วมบริจาคกับโครงการตู้ยากลางป่า (The Jungle Box Project) โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและช่องทางการบริจาคได้ที่เฟชบุ๊ค www.the-jungle-box-project.com และ www.facebook.com/thejungleboxproject นะคะ”

Leave a comment