ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/416609

อยากให้ลูกฉลาด กำหนดได้ตั้งแต่ยีน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความต้องการให้ลูกเป็นเด็กฉลาด เป็นเรื่องที่หลายครอบครัวให้ความสำคัญ ซึ่งความฉลาดของลูกจะถูกถ่ายทอดจากยีนของผู้เป็นแม่เท่านั้น เพราะเป็นยีนที่อยู่ในโครโมโซม X และจะทำหน้าที่ของมันก็ต่อเมื่อยีนนั้นได้มาจากแม่ วันนี้จะพามารู้จักกับ “ยีนการเรียนรู้ หรือ ยีนความฉลาด” ซึ่งเป็นยีนที่ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมและมีมาโดยกำเนิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ยีนตัวนี้จะช่วยให้เด็กมีความกระตือรือร้นอยากที่จะเรียนรู้ และสังเกตเรื่องราวรอบๆ ตัวอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี ยีนเหล่านี้สามารถถูกเปิดหรือปิดได้หลังจากที่ลืมตาดูโลกมาแล้ว โดยมีปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู ประสบการณ์ต่างๆที่พบเจอ ที่จะส่งผลให้เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีและเป็นเด็กที่ฉลาดได้
ดร.เอมอร โคพีร่า Chief Medical Officer และผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพระดับยีน (Regenerative & Genomics Center) โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง กล่าวว่า จริงๆ แล้วความฉลาดในเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถหาคำตอบจากยีนที่มีได้ว่า เด็กควรถูกส่งเสริมความฉลาดไปในแนวทางไหนให้ตรงกับยีนมากที่สุด ซึ่งความฉลาดของเด็กแต่ละคนจะมีอยู่ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ความฉลาดด้านการคำนวณ ความฉลาดด้านภาษา และความฉลาดด้านมิติความสัมพันธ์ สำหรับเด็กที่ไม่มียีนการเรียนรู้ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่ในช่วงวัยเจริญเติบโต การเลี้ยงดูของพ่อแม่สามารถช่วยกระตุ้นเรื่องของพัฒนาการได้ ซึ่งจะทำให้ยีนที่เป็นกลไกทางเคมีมีการปรับเปลี่ยน ทำให้เด็กมียีนการเรียนรู้ หรือยีนฉลาดขึ้นได้

ดร.เอมอร โคพีร่า
ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้เด็กฉลาดได้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ โดยใช้วิธีจากการเจาะเลือด และนำเลือดไปแยกเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งในเซลล์
เม็ดเลือดขาวจะมีนิวเคลียส (Nucleus)มีโครโมโซม ที่สามารถนำเอาไปแยกเป็นยีนตัวต่างๆ แล้วทำการวิเคราะห์รหัสยีนที่ส่งผลต่อความฉลาดของเด็ก ทำให้รู้ว่าเด็กมียีนความฉลาดเด่นในด้านไหน เพื่อให้พ่อแม่ทราบว่าจะส่งเสริมหรือเตรียมความพร้อมให้กับอนาคตของลูกได้แบบไม่หลงทางตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ โดยกระบวนการวิเคราะห์ยีนนี้ ยังสามารถทราบแนวโน้มและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อย่าง โรคธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อัลไซเมอร์ สมาธิสั้น ออทิสติก และดาวน์ซินโดรมได้อีกด้วย
หลังจากกระบวนการวิเคราะห์เพื่อค้นหายีนความฉลาด เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันยังสามารถใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงทาง Epigenetics เพื่อไปทำปฏิกิริยาระหว่าง DNA กับสารโมเลกุลเล็กๆ ในเซลล์ ซึ่งสามารถกำหนดยีนให้ทำงานหรือไม่ทำงานได้ ซึ่งเป็นกลไกทางเคมีที่ทำให้ DNA เกิดการปรับเปลี่ยนได้ยีนจะสามารถปรับเปลี่ยนให้มีการเรียนรู้ และฉลาดขึ้นได้

“แม้งานวิจัยพบว่ายีนความฉลาดถูกส่งผ่านไปยังเด็กจากโครโมโซม X (โครโมโซมของแม่) อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อม สังคมการเลี้ยงดู ยังเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเด็ก และแม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยกำหนดยีนเสริมสร้างความฉลาดของลูกตั้งแต่ในครรภ์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่พ่อและแม่ต้องส่งเสริมพัฒนาการให้เหมาะสมตามช่วงวัยและกระตุ้นในสิ่งที่เด็กสนใจ เพื่อให้เป็นเด็กฉลาดสมวัย ไม่ว่าลูกของเราจะมียีนฉลาดหรือยีนการเรียนรู้อยู่ในตัวหรือไม่ ถ้าหากพ่อแม่ส่งเสริมพัฒนาการให้เหมาะสมตามช่วงวัยตั้งแต่ในครรภ์ จนกระทั่งออกมาสู่โลกภายนอกและกระตุ้นในสิ่งที่ลูกชอบ ก็จะเกิดการพัฒนาและนำไปสู่การเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี และเป็นเด็กฉลาดสมวัย” ดร.เอมอร กล่าวทิ้งท้าย