คลินิกลอยฟ้า ปีที่ 17 ‘มหัศจรรย์..สมุนไพรไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/419955

คลินิกลอยฟ้า ปีที่ 17 ‘มหัศจรรย์..สมุนไพรไทย’

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลุ่มบริษัทบีทีเอส ร่วมกับ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ศูนย์การแพทย์อาร์ เอส ยู เฮลท์แคร์ โรงพยาบาลวิภาวดี โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาลไทยนครินทร์ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) โรงพยาบาลมนารมย์ และวิสาหกิจสุขภาพชุมชน รวม 11 หน่วยงาน จัดงาน“คลินิกลอยฟ้าปีที่ 17” ที่สถานีบีทีเอสปากน้ำโดยให้ประชาชนตรวจโรคฟรีทั้ง โรคตา มะเร็งเบาหวาน หัวใจ ฟัน กระดูกและข้อ ฯลฯ เป็นเวลา 4 วัน ระหว่างวันที่ 5-8 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอส

ทั้งนี้ หลังจากพิธีเปิดงานโดย ดร.อาณัติ อาภาภิรม ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท และคณะผู้บริหารโรงพยาบาล ทั้ง 11 หน่วยงานแล้ว ได้มีการจัดเสวนาเรื่องสมุนไพรไทย ในหัวข้อ “มหัศจรรย์..สมุนไพรไทย” จากเภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ภญ.วัจนาตั้งความเพียร และ บัณฑูร นิยมาภา (ลุงตู้) มาให้ความรู้ เรื่องการใช้สมุนไพรรักษาโรคอย่างปลอดภัย และถูกวิธี

ในช่วงเสวนา ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสมุนไพรว่า “สมุนไพรไทย เป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นการเอาความมหัศจรรย์ของธรรมชาติมาใช้ในการดูแลสุขภาพตนเอง ทั้งให้คุณประโยชน์ ช่วยรักษา และบำบัด อาการเจ็บไข้ ได้ป่วยของชาวบ้านมายาวนาน แต่ต้องใช้ให้ถูกหลัก และถูกวิธี โดยเฉพาะปัจจุบันนี้การวิจัยพัฒนาค้นพบความมหัศจรรย์ของพืชที่มีสรรพคุณดูแลสุขภาพได้ไม่น้อยไปกว่ายาแผนปัจจุบันเลย หรือว่าบางตัวอาจจะดีกว่าในแง่ที่ใช้แล้วได้ผลเร็วและไม่มีอาการข้างเคียง การจะเลือกใช้ยาสมุนไพร คือต้องดูธาตุของแต่ละคน อาการในแต่ละช่วงเวลานั้น ช่วงฤดูนั้น หรือ ช่วงวัยนั้น เพราะว่าในตำราแพทย์แผนไทย วัยที่ต่างกัน หรือว่าเกิดในช่วงฤดูที่ต่างกัน ก็จะมีการดูแล การเตรียมยาที่ไม่เหมือนกัน”

โดย ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร ได้ยกตัวอย่างพืชสมุนไพรพื้นบ้าน ต้นกระดูกไก่ดำ ซึ่งมีสรรพคุณ แก้ปวดเมื่อย หรือฟกช้ำดำเขียว โดยไม่ต้องผสมตัวยาอะไรทั้งสิ้น แค่นำใบมาตำ แล้วพอกบริเวณที่ปวดเมื่อยก็จะดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้แนะนำมะขามป้อม ซึ่งเปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะของคนไทย เพราะมีสรรพคุณตามตำราสมุนไพรไทยที่มีรสเปรี้ยวช่วยขับเสมหะ และยังเป็นน้ำผลไม้ที่มีซุปเปอร์แอนตี้ออกซิแดนซ์ ตัวหนึ่ง สามารถกินได้เรื่อยๆ ช่วยบำรุงตับ ถ้ากินสดจะมีวิตามินซีสูงมาก ถือว่าเป็นผลไม้ซุปเปอร์ฟรุ๊ตตัวหนึ่งที่ทานเป็นประจำจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

“การใช้ยาทุกชนิด ไม่ว่าจากแพทย์แผนไทยหรือแผนปัจจุบัน เวลาเราเลือกใช้ต้องดูว่ามีประโยชน์หรือมีโทษ มีข้อห้ามอย่างไรในการใช้บางคนมองสมุนไพรเป็นผู้ร้ายก็มี เพราะว่าเราอาจจะใช้ผิด ใช้ไม่ถูกส่วน ไม่ถูกชนิด หรือว่าใช้ไม่ถูกกับอาการ ซึ่งผู้บริโภคสมัยใหม่จำเป็นต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับร่างกาย และใช้อย่างถูกวิธีก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเราเอง”ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร กล่าวปิดท้าย

บัณฑูร นิยมาภา (เครือข่ายผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์) กล่าวถึง สมุนไพรกัญชา ว่า“เราต้องรู้จักกัญชาก่อน เราต้องมีความรู้เรื่องกัญชาก่อน ทุกคนอาจจะรู้จักกัญชาว่า คือยาเสพติดแต่จริงๆ แล้ว กัญชาสามารถนำมาบำบัดรักษาโรคได้ ปัจจุบันได้มีการรับรองจากต่างประเทศมากมาย ที่กล่าวว่า กัญชาสามารถรักษาโรคมะเร็ง ผมมีหลานป่วยเป็นโรคมะเร็งซึ่งใช้กัญชารักษามา 5 ปี ผมเริ่มศึกษาข้อมูลกัญชา จึงรู้ว่า ในก้านของกัญชาจะมีสาร CBD (Cannabidiol) ระงับเซลล์มะเร็งที่กำลังเติบโต และทำให้เซลล์มะเร็งค่อยๆสลายไป อีกทั้งมีสรรพคุณที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ลดการอักเสบ บวม ของแผลหรือเนื้องอก ระงับการเกร็งหรือชักกระตุก และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระบบประสาทได้ ผมไม่ใช่หมอ ทุกคนอาจจะไม่เชื่อ ผมจึงอยากแนะนำว่า ทุกคนที่อยากใช้กัญชา ควรปรึกษาแพทย์ และต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง” บัณฑูรกล่าวสรุปในตอนท้ายของการเสวนา

Leave a comment