เวิร์ก-ไลฟ์ไม่บาลานซ์ เสี่ยงโรคออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/420899

news_default

เวิร์ก-ไลฟ์ไม่บาลานซ์ เสี่ยงโรคออฟฟิศซินโดรม

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันดีว่าไลฟ์สไตล์การทำงานของมนุษย์ออฟฟิศในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง สาเหตุหลักมาจากการปรับตัวเข้าสู่โลกการทำงานในยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และคงปฏิเสธได้ยากว่าสื่อดิจิทัลรวมถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ นั้นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของคนยุคนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ยุคดิจิทัลทำให้การติดต่อสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลต่างๆมีความง่ายและสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยคนสมัยนี้สามารถใช้ประโยชน์จากความสะดวกสบายดังกล่าวในการทำงาน เช่น ส่งอีเมลจากที่บ้าน ประชุมหรือส่งงานผ่านกรุ๊ปไลน์ การติดตามข่าวสารการตลาดหรือธุรกิจผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เป็นต้น แต่ความสะดวกสบายนี้ก็มาพร้อมกับความกดดันและความคาดหวังให้ก้าวทันเทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ บางคนถึงกลับกล่าวว่าเพียงแค่หยุดอยู่กับที่เฉยๆ ก็อาจทำให้ล้าหลังคนอื่นแล้ว จึงไม่แปลกที่คนทำงานรุ่นใหม่จะมีชีวิตติดดิจิตอลและใช้เวลาบนโลกออนไลน์ผ่านเครื่องมือสื่อสารต่างๆไม่จะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเลต โน้ตบุ๊ค และคอมพิวเตอร์มากเกินไป จนหลงลืมการให้เวลากับครอบครัวและดูแลตัวเอง

จากไลฟ์สไตล์ข้างต้นส่งผลให้มนุษย์ออฟฟิศยุคใหม่มีความเครียดสูง เพราะต้องทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ใช้สายตามาก มีเวลาพักผ่อนน้อย ไม่มีเวลาออกกำลังกายทานอาหารไม่ตรงเวลาหรือทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งหากปล่อยละเลยหรือไม่ได้รับการป้องกันที่ทันท่วงทีจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม เช่น โรคกรดไหลย้อน นิ้วล็อก หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายต่อสุขภาพในระยะยาวและการใช้ชีวิตประจำวันได้

นอกจากนั้น ผลสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360° ของ “ซิกน่า” ยังพบข้อมูลในทำนองเดียวกันด้วยว่า คุณภาพชีวิตของคนวัยทำงานซึ่งมีอายุระหว่าง 30-45 ปี ที่มักนั่งทำงานติดโต๊ะและต้องพบกับความเครียดสูงทั้งจากปัญหาการทำงานและชีวิตส่วนตัว มีคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่โดยรวมที่ต่ำกว่ากลุ่มคนช่วงอายุอื่นโดยเฉพาะคะแนนด้านการงาน และคนกลุ่มนี้มีความเครียดที่ค่อนข้างสูง ซึ่งมากกว่า 88% ของคนกลุ่มนี้มีความเครียดที่เกิดจากความวิตกกังวลในเรื่องการทำงานหนักและการใช้เวลากับคนในครอบครัวที่ไม่เพียงพอ

สำหรับอาการของออฟฟิศซินโดรม จาก ข้อมูลของศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ เผยว่า 1.ปวดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเช่น คอ บ่า ไหล่สะบัก มักมีอาการปวดเป็นบริเวณกว้างไม่สามารถระบุตำแหน่งได้อย่างชัดเจน อาจมีอาการปวดร้าวไปบริเวณใกล้เคียงร่วมด้วยมีลักษณะอาการปวดล้าๆ ความรุนแรงมีได้ตั้งแต่ปวดเล็กน้อยเพียงรำคาญจนถึงปวดรุนแรงทรมานอย่างมาก 2.อาการของระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งพบร่วมได้เช่น ช่า วูบเย็น เหน็บ ขนลุก เหงื่อออกตามบริเวณทั้งปวดร้าวถ้าเป็นบริเวณคออาจมีอาการมึนงง หูอื้อ ตาพร่า 3.อาการทางระบบประสาทที่ถุกกดทับเช่นอาการชาบริเวณแขนและมือรวมถึงอาการอ่อนแรง หากมีการกดทับเส้นประสาท

ส่วนการรักษาอาการ ควรได้รับการรักษาโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยแล้ว แพทย์จะพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น การยืดกล้ามเนื้อที่ถูกวิธีด้วยตัวเอง, การรักษาด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด ด้วยอุปกรณ์ที่เพียบพร้อมและทันสมัย, การนวดแผนไทย,การฝังเข็ม และการรับประทานยา

สำหรับการป้องกันการเกิดออฟฟิศซินโดรม ออกกำลังกายด้วยท่าที่เหมาะสมกับอาการเช่น การยืดกล้ามเนื้อให้เกิดความยืดหยุ่น การออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยอาศัยความใส่ใจและความสม่ำเสมอ, ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่นปรับระดับความสูงของโต๊ะและเก้าอี้ ให้สามารถนั่งทำงานในท่าที่สบายปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานกล้ามเนื้อให้เหมาะสม เช่น ในระหว่างทำงานควรมีการยืดเหยียดหรือเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างทุกๆ 1 ชั่วโมง

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและเตรียมรับมือกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเนื่องจากไลฟ์สไตล์ในการทำงานที่เปลี่ยนไป กลุ่มคนวัยทำงานยุคใหม่ต้องรู้เท่าทันและต้องหันกลับมาเตรียมตัววางแผนดูแลสุขภาพของตนเองให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ในการทำงานยุคปัจจุบันนั่นเอง

Leave a comment