ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/424778

มะเร็งปากมดลูก ภัยเงียบสุดอันตราย พบตัวเลขผู้ป่วยอายุน้อย เพิ่มจำนวนสูงขึ้น
มะเร็งในผู้หญิงในปัจจุบันนี้ นับว่ามีความน่าห่วงเพิ่มมากขึ้น จากการใช้ชีวิตและด้วยสภาพแวดล้อมสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตามลำดับ และมะเร็งที่ถือได้ว่าเป็นมะเร็งที่น่าห่วงมากที่สุดในผู้หญิงสมัยนี้นั่นก็คือ มะเร็งปากมดลูก จากตัวเลขที่มีเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี และพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย และเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆซึ่งมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ และสามารถตรวจคัดกรองหาความผิดปกติได้ก่อน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ แพทย์หญิงอรัญญา ยันตพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลราชวิถี ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันสถานการณ์มะเร็งในหญิงไทยมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่โชคดีที่เรามีวิธีการสืบค้นได้มากขึ้น มีการตรวจพบในระยะต้นๆ และพบคนไข้ในกลุ่มที่อายุน้อยมากขึ้น มะเร็งในผู้หญิงเรามีมะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม พบช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่อาจพบได้ในคนที่อายุน้อย เช่น 20 ปี โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย มีคู่นอนหรือมีสามีหลายคน หรือมีสามีที่มีความสำส่อนทางเพศ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้
จากข้อมูลจากสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ปี 2560 ระบุว่า ในแต่ละปีจะพบว่าสตรีไทยป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 5,513 ราย และหากลงลึกไปอีกพบว่าในแต่ละวันจะมีสตรีป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกเพิ่มถึง 15 ราย และแต่ละปีจะมีสตรีไทยเสียชีวิตเพราะมะเร็งปากมดลูกถึง 2,251 ราย หรือเฉลี่ยจะมีสตรีไทยเสียชีวิตเพราะมะเร็งปากมดลูกวันละ 6 ราย ผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ถึง 8,184 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก
ทั้งนี้ สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากไวรัสเอชพีวีที่ก่อให้เป็นมะเร็งปากมดลูก โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้จะติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุในอวัยวะสืบพันธุ์ จึงทำให้เชื้อไวรัสสามารถเข้าไปอยู่ที่ปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือเซลล์ของปากมดลูก จนกลายเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง (ระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก) และเป็นมะเร็งในที่สุด
การป้องกันตัวเองจากมะเร็งปากมดลูกสำหรับผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกภายใน 3 ปีหลังการมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เว้นแต่กับผู้ชายที่จะให้เป็นพ่อของลูกและหากยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ อาจเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป โดยการตรวจแปปสเมียร์ (Pap test) ร่วมกับการตรวจหาเชื้อ HPV ส่วนผู้หญิงที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ที่มีอายุตั้งแต่ 9-26 ปี ควรฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับต่อต้านเชื้อ HPV ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
ด้าน นายแพทย์สมเกียรติลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ในปี 2561 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลราชวิถี รักษาผู้ป่วยมะเร็งมากถึง 15,670 คน หรือเฉลี่ยวันละ 43 คนเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศปีละ 10,250 คน หรือเฉลี่ยวันละ 28 คน แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ บุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่จำเป็นต้องรักษาอาจต้องรอคิวนาน ซึ่งการรอเป็นปัญหาสำคัญ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วโอกาสหายและกลับไปใช้ชีวิตปกติก็จะมีมากขึ้น
ดังนั้น มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี ได้ร่วมกับโรงพยาบาลราชวิถี ได้ก่อตั้งโครงการ “ทีมราชวิถี ซูเปอร์ฮีโร่ พิชิตมะเร็ง” ขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เกิดการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และส่งเสริมดำเนินงานของโรงพยาบาล ทั้งด้านการบริการผู้ป่วย การศึกษาวิจัย ด้านการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งการพิชิตมะเร็ง หากรู้เร็ว และรักษาได้ไว โอกาสมีชีวิตรอดก็สูง แต่การรักษามะเร็งนั้นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การระดมทุนฯ ครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยในการจัดซื้ออุปกรณ์ที่ทันสมัยให้เพียงพอ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากจะได้ไม่ต้องรอนาน
ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-3547997-9 หรือคลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.rajavithifondation.com มาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอการรักษา
ด้านเซเลบริตี้สาว ตัวแทนผู้หญิงไทยยุคใหม่ ยุ้ย-ณพอาภา เทวกุล ณ อยุธยา ได้ร่วมรณรงค์และเชิญชวนในโครงการ“ทีมราชวิถี ซูเปอร์ฮีโร่ พิชิตมะเร็ง” กล่าวว่าโรคมะเร็ง ถ้าตรวจเจอก่อนตั้งแต่ช่วงแรกๆ ก็ถือว่าดีแล้ว เพราะถ้าตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสรอดสูง และไม่ต้องกลัว เพราะมันสามารถหายได้ ฉะนั้นอยากจะฝากให้ทุกคนหันมาใส่ใจตัวเองดูแลสุขภาพและหมั่นตรวจสุขภาพกันเรื่อยๆ และถ้าใครที่เจอสิ่งที่ผิดปกติก็ควรจะรีบพบคุณหมอเฉพาะทาง
