กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426068

กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประทานพระโอกาสให้หนูน้อยที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และได้รับการรักษาจนหายจากกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ เฝ้า

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็ก ซึ่งอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี มีอุบัติการณ์ในแต่ละปีสูงกว่า 1,000 รายและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุ แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูว่าดีหรือไม่ดี หากจะมีเพียงร้อยละ 1-3 เท่านั้นที่มีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคมะเร็งจอภาพตาของนัยน์ตา (retinoblastoma) ในขณะนี้พบว่าเด็กเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากที่สุด ร้อยละ 30รองลงมาคือ มะเร็งเนื้องอกในสมอง ร้อยละ 20มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ร้อยละ 15 มะเร็งต่อมหมวกไตร้อยละ 10 ส่วนมะเร็งไต มะเร็งกระดูกและกล้ามเนื้อลายมะเร็งตับ มะเร็งลูกนัยน์ตา และโรคมะเร็งอื่นๆพบในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ ร้อยละ 5

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ เปิดเผยว่า มะเร็งที่พบในเด็กส่วนใหญ่จะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกกันว่า ลูคีเมีย (Leukemia) จะมีอาการซีด ไข้ และเลือดออกง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือดออกตามใต้ผิวหนัง โดยจะเห็นเป็นจ้ำเลือดตามแขน ขา นอกจากนี้ยังพบว่ามีตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลืองโต เนื่องจากปกติไขกระดูกซึ่งมีอยู่ในกระดูกเกือบทุกชิ้นจะเป็นแหล่งกำเนิดของเซลส์ต่างๆ คือเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด แต่ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไขกระดูก เหล่านี้ จะเต็มไปด้วยเซลส์มะเร็งเม็ดเลือดขาว จึงไม่สามารถสร้างหรือเก็บเม็ดเลือดได้ผู้ป่วยตัวจะซีดเผือดและอาจจะหัวใจวายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ด้วยวิธีการที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ซึ่งนั่นคือปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กอีกหลายคนในเมืองไทย แม้ทางโรงพยาบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในบางส่วนแล้วก็ตาม แต่ผู้ปกครองก็ยังขาดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาพบแพทย์ จึงปล่อยเลยตามเลย

อีกสาเหตุหนึ่งมาจากความเข้าใจผิดของแพทย์หรือผู้ดูแลที่มีความรู้สึกว่า มะเร็ง เป็นโรคที่รักษาไม่หายที่สำคัญเมืองไทยยังขาดแคลนแพทย์ผู้มีความเข้าใจและความชำนาญในการรักษาอีกมาก แต่วันนี้…เรามีความหวังว่าเขาจะต้องหายขาดจากโรคร้าย เขาเหล่านั้น…จะต้องกลับมาเป็นเหมือนเด็กปกติทั่วไปที่สดใส ร่าเริง เหมือนเดิมด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน ได้สร้างความมั่นใจแก่เราว่ามะเร็งในเด็ก สามารถรักษาให้หายขาดได้มากกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก ด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจากบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกัน หรือในบางรายอาจรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัดที่เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด ตลอดจนเทคนิคการฉายแสงที่ไม่กระทบต่ออวัยวะอื่น หรือด้วยวิธีการอื่นใดก็ตาม แต่ก็คงจะไม่สามารถดำเนินการได้ หากยังขาดแคลนเงินทุน อันเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญอยู่อีกมาก ทั้งนี้ การรักษาโรคมะเร็งนั้นสามารถใช้ได้หลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงมีทางเลือกมากมายที่ใช้รักษาโรคมะเร็งได้

อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าในการใช้เคมีบำบัดตลอดจนเทคโนโลยีในการรักษาโรคมะเร็งในเด็กดีขึ้นกว่าเมื่ออดีตมาก จึงทำให้อัตราการรอดชีวิตจากโรคมะเร็งในเด็กโดยในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่หายเป็นปกติกว่าร้อยละ 80 ซึ่งการรักษาสามารถทำได้โดยการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัดการฉายแสงและการปลูกถ่ายไขกระดูก ทั้งนี้การรักษาโรคมะเร็งในเด็กต้องใช้เวลา ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก โดยการรักษาผู้ป่วยแต่ละรายต้องใช้ระยะเวลากว่า 1-3 ปี (แล้วแต่ชนิดของโรคมะเร็ง) และค่าใช้จ่ายมากกว่า 800,000-1,000,000 บาท ต่อราย

ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเสียสละบำเพ็ญพระกรณียกิจในด้านสังคมสงเคราะห์ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เพื่อมุ่งช่วยเหลือพสกนิกรผู้ตกทุกข์ได้ยากมาเป็นเวลายาวนาน ทรงลงพื้นที่เพื่อปลอบขวัญและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบความเดือดร้อน ประทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ไว้แก่โครงการต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับปัญหาผู้หญิงและเด็ก ซึ่งทรงห่วงใยเป็นอย่างยิ่งเสมอมา ทรงรับโครงการสำคัญๆ ไว้ในพระอุปถัมภ์หลายโครงการด้วยกัน อาทิ โครงการ “ช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก” “กองทุนยาพระวรราชาทินัดดามาตุสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์” “กองทุนพระวรราชาทินัดดามาตุ เพื่อช่วยลดการติดเอดส์จากแม่ลูก” “กองทุนนมสำหรับเด็กในโครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก” และ “โครงการคืนชีวิตให้พ่อแม่เพื่อลูกน้อยที่ติดเอดส์” นอกจากนี้ยังทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพของ “มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ทรงมีความสัมพันธ์อันดีกับ “มูลนิธิเด็กโลก” ส่งผลให้ความช่วยเหลือในด้านที่เกี่ยวกับเด็กหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย

เมื่อ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ได้ก่อตั้งกองทุนเพื่อหารายได้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ ทางมูลนิธิฯ ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จมาเปิดกองทุนนี้ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2544 และได้ประทานเงินส่วนพระองค์ จำนวน 1 ล้านบาท สำหรับเป็นงบตั้งต้นของกองทุน และประทานชื่อกองทุนนี้ว่า “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ” โดยมีพระดำริว่าอยากที่จะสนับสนุนช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ทรงมีรับสั่งว่าเมื่อจัดตั้งกองทุนนี้แล้ว มิใช่เพื่อโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง เพราะฉะนั้นเงินที่ได้มาทางกองทุนฯ จึงกระจายไปทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ขอความช่วยเหลือเข้ามา และในปัจจุบันนี้มีโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง โรงพยาบาลศูนย์พิษณุโลก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลศรีนครินทร์โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลศรีสะเกษ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งทางกองทุนฯ ได้ให้เงินสนับสนุนโรงพยาบาลต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนในการปลูกถ่ายไขกระดูกจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวนกว่า 200 ราย นอกจากนี้นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ทางกองทุนฯ ได้เพิ่มความช่วยเหลือค่ายาที่จำเป็นให้โรงพยาบาลในเครือข่ายในการรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในเด็กซึ่งเป็นโรครักษายากอีกด้วย นอกจากนี้ในปี 2560 และ 2560 ได้ประทานเงินส่วนพระองค์อีกปีละจำนวน 1 ล้านบาท ล่าสุดเมื่อ 27 มิถุนายน 2562 ได้ประทานพระอนุญาตแก้ไขชื่อกองทุนฯ เป็น “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ”

รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ คือช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษารวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก ตลอดจนเวชภัณฑ์ต่างๆ รวมไปถึงการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง เช่น การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต โดยในแต่ละปีทางกองทุนฯ ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยดังกล่าวผ่านทางแพทย์ที่ทำการรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจากความช่วยเหลือของกองทุนฯทำให้อัตราการรอดชีวิตแล้วหายขาดจากโรคมีจำนวนมากขึ้น จนกล่าวได้ว่าผู้ป่วยมะเร็งเด็กมีโอกาสหายขาดจากโรคได้ถึงร้อยละ 80 ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันทางกองทุนฯ ยังได้สนับสนุนให้กลุ่มแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคมะเร็งในเด็กได้ทำการวิจัยอีกด้วย นั่นคือ ได้มอบเงินให้กับชมรมโรคมะเร็งในเด็ก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ให้ทำการวิจัยในการรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะลุกลามให้มีโอกาสหายขาดมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันชมรมโรคมะเร็งในเด็กมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นจำนวนกว่า 20 แห่งด้วยกัน จากความช่วยเหลือของกองทุนฯ ทำให้เด็กที่เป็นมะเร็งมีโอกาสหายขาดมากขึ้นแล้วยังทำให้วงการแพทย์ไทยมีโอกาสทำการวิจัยให้ทัดเทียมกับต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับค่าเดินทางก็มีความสำคัญมาก ในคนไข้เด็กบางรายหยุดการรักษาไปเฉยๆ เพราะว่าพ่อแม่ไม่มีค่าเดินทางมาโรงพยาบาล และอีกประการหนึ่ง ซึ่งสำคัญยิ่งกว่า คือค่าเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก สำหรับคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว เพราะค่าเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกรวมถึงค่ารักษาพยาบาลต่างๆ จะมีประมาณ 5,000,000 บาทต่อราย ฉะนั้นกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ ก็จะช่วยสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่ายนี้ด้วย ที่ผ่านมามีกว่า 20 โรงพยาบาลที่ทางกองทุนฯได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้ว เนื่องจาก 80 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งทางบ้านมีฐานะยากจน บางคนอย่าว่าแต่ค่าบำบัดรักษาเลย ค่าเดินทางก็ยังไม่มี เราก็ต้องออกค่าเดินทางให้เขาด้วยและยาบางตัวที่โครงการ 30 บาทไม่ครอบคลุม แต่เป็นยาที่มีความจำเป็นกับคนไข้ กองทุนฯ ช่วยเหลือสนับสนุน

นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ ไว้ในพระอุปถัมภ์จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 18 ปีแล้ว ที่พระองค์ท่านทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ และยังทรงมีพระดำรัสห่วงใยในสถานการณ์ของภาวะโรคมะเร็งในเด็ก ซึ่งยังมีอัตราสูงทุกปี ถึงแม้ว่าความก้าวหน้าทางการรักษาจะพัฒนาไปมากขึ้นกว่าเดิม กล่าวได้ว่า กองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ มีคุณูปการอันสูงยิ่งต่อวงการแพทย์ นอกจากช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ยากไร้แล้ว ยังถือเป็นกองทุนตั้งต้น สำหรับงานศึกษาวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางการรักษาต่อไปในอนาคต

Leave a comment