พ่อ-แม่..‘โค้ชชีวิต’ คนแรกของลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/430777

พ่อ-แม่..‘โค้ชชีวิต’ คนแรกของลูก

พ่อ-แม่..‘โค้ชชีวิต’ คนแรกของลูก

วันอาทิตย์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“เมื่อพ่อแม่มี Mindset หรือกระบวนการคิดในเชิงบวก พ่อแม่มีความสุข..ลูกก็มีความสุขไปด้วย” เพราะพ่อแม่คือโค้ชชีวิตคนแรกของลูก พ่อแม่จึงต้องมีทักษะพื้นฐานเพื่อการเป็นโค้ชชีวิตให้กับลูก เข้าใจถึงที่มาของพฤติกรรม เข้าใจตนเอง และเข้าใจในตัวตนของลูก

สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพจอห์น โรเบิร์ตเพาเวอร์ส (John Robert Powers) และ กลุ่มบริษัทจิมมี่ เดอะ โค้ช (Jimi The Coach) เปิดหลักสูตร “Parents: The First Coach” นำทางพ่อแม่สู่การเป็นโค้ชชีวิตคนแรกของลูก เพื่อครอบครัวที่อบอุ่นและสังคมที่ดีขึ้น มีเป้าหมายหลักให้พ่อแม่เข้าใจตัวตนของตนเองและผู้อื่น เป็นต้นแบบในการปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้กับลูกโดยผ่านทักษะไลฟ์โค้ช (Life Coach) ทักษะการสื่อสารกับลูกด้วยความเข้าใจและมีนัยยะเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงในการเติบโตของลูก รวมทั้งทักษะและมารยาททางสังคม ซึ่งจะทำให้พ่อแม่ที่มีความสง่างามทั้งภายนอกและภายใน มีบุคลิกภาพดีและเป็นต้นแบบให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างมีศักยภาพ

โค้ชจิมมี่-พจนารถ ซีบังเกิด ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช ให้มุมมองน่าสนใจว่าคุณสมบัติที่ดีของพ่อแม่ต้องสิ่งแรกคือ รู้อารมณ์ของตนเอง เข้าใจความรู้สึกและความต้องการลูก เช่น ลองตรวจสอบดูว่าล่าสุดมีความรู้สึกอย่างไรกับลูก อารมณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีความรักความห่วง ความกังวล ความโกรธ เพื่อให้เห็นว่าปฏิสัมพันธ์ของคนในบ้านเป็นอย่างไร เข้าใจที่มาของอารมณ์ว่าพฤติกรรมที่ลูกทำหรือพฤติกรรมของตัวเองเกิดจากอะไร ลูกติดเกมเพราะอะไร อาจจะเหงา เราให้ลูกเลิกเล่นเกมไม่ได้ แต่ช่วยให้ลูกไม่เหงาได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การมองเห็นถึงคุณสมบัติที่ดีที่อยู่ในตัวตนของลูก ลูกอาจมีพฤติกรรมที่ตนเองอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ แต่ทุกพฤติกรรมมีเจตนาและคุณสมบัติที่ดีผลักดันอยู่เบื้องหลังเสมอ เมื่อสังเกตได้แล้วอารมณ์ที่ขุ่นมัว ขัดใจ หรือกังวลใจก็อาจจะลดลงหรือหายไปเลยก็ได้

ในขณะที่ ธัญญา รอตก้า ถาวรเวชผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส ประเทศไทย มีแนวคิดว่า พ่อแม่ต้องเข้าใจตัวตนของตนเองต้องเป็นทีมเวิร์กที่แข็งแรง ช่วยกันปลูกต้นไม้ซึ่งเปรียบเสมือนลูกให้เติบโตอย่างมั่นคงทั้งร่างกายและจิตใจ สิ่งสำคัญคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูก โดยเริ่มจาก Mindset หรือกระบวนการคิดที่ปรับจากข้างในเพื่อให้เข้าใจตัวตนของตนเองและผู้อื่น, ทักษะความเป็นพ่อแม่ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก,ทักษะด้านการสื่อสาร ตั้งแต่การใช้คำพูดกับลูกในแต่ละช่วงวัย รวมถึงน้ำเสียง ภาษา และท่าทางที่จะพูดหรือแสดงกับลูกอย่างเหมาะสม วิธีการที่ถูกต้องในการปฏิเสธหรือการมีข้อจำกัดกับลูก และทักษะทางสังคม หรือมารยาทในสังคม โดยมีพ่อแม่เป็นต้นแบบในการหล่อหลอมลูกให้มีวินัยทางสังคมและกล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกที่ควร

คุณแม่วัย 45 ปี ลี่-อัมพร อ่อนโพรัตน์ ปัจจุบันช่วยสามีทำธุรกิจส่วนตัวและมีหน้าที่หลักในการรับ-ส่งลูกสาว ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น อายุ 17 ปี,15 ปี และ 13 ปี เล่าให้ฟังว่า ช่วงที่เด็กๆ เข้าสู่วัยรุ่นรู้สึกได้ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงในตัวลูกค่อนข้างมาก ทั้งด้านร่างกายและจิตใจที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วเราตั้งใจจะหาคอร์สที่เสริมสร้างความมั่นใจให้ลูก แต่ยังหาเวลาที่ลงตัวไม่ได้พอ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส แจ้งว่ามีคอร์สสำหรับพ่อแม่เลยกลายเป็นการเปลี่ยนมุมมองใหม่ ด้วยความเชื่อที่ว่าหากเรามี Mindset ที่แข็งแรงในการเลี้ยงลูก ลูกก็จะมีMindset แบบเดียวกับเรา คือ ถ้าเราคิดบวก ลูกก็จะคิดบวกด้วยเช่นกัน ในบทบาทของการเป็นพ่อเป็นแม่ แน่นอนว่าเราต้องการให้ลูกได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด อยากแนะนำอะไรแล้วลูกรับฟัง ซึ่งพอลูกเริ่มโตเป็นวัยรุ่น การจะทำให้ลูกฟังเราเป็นเรื่องยาก ไม่เหมือนตอนลูกยังเด็กที่พ่อแม่เป็นฮีโร่ แต่พอลูกโตขึ้นกลับพบว่าลูกห่างเราไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่แน่ใจว่าวิธีการพูด การบอก การสอนลูกของเราเป็นวิธีการที่ถูกต้องหรือเปล่า ซึ่งทักษะของไลฟ์โค้ชน่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะไลฟ์โค้ชเป็นการให้คำแนะนำ การให้อิสระ และความพยายามที่จะมีส่วนช่วยให้ลูกเติบโต มีพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์อย่างมีความสุข ด้วยวิธีที่ลูกไม่รู้สึกว่าถูกสอน แต่เป็นการซึมซับโดยธรรมชาติ หรือ Born to be คือโตมาก็เป็นแบบนี้แล้ว โดยเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนต้องการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับลูก เป็นเหมือนเสาเข็มใต้ตึกที่ใครๆ มองไม่เห็น แต่จริงๆ แล้วเป็นโครงสร้างที่สำคัญที่สุด

มาที่มุมมองของคุณพ่อวัย 46 ปี ทัศน์-สุทัศน์ พรธีระปกรณ์ พนักงานธนาคารกับบทบาทของคุณพ่อลูกสอง โดยลูกคนโตกำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ส่วนลูกสาวคนเล็กอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ร่วมแชร์แนวคิดที่น่าสนใจว่า การเลี้ยงลูกในยุค Gen Z นี้ เราไม่สามารถใช้บรรทัดฐานสมัยที่เราเป็นเด็กมาตีกรอบลูกๆ ของเราได้ แต่เราต้องปรับตัวเอง ซึ่งพ่อแม่จำเป็นต้องมีทักษะการเป็นโค้ช ต้องมี Mindset ในการเลี้ยงลูก มีทักษะด้านการสื่อสารกับลูก พูดคุยกับลูกด้วยวิธีการที่เหมาะสมฟังลูกอย่างเข้าใจและรับรู้ในสิ่งที่ลูกต้องการ เรียนรู้ที่จะรับฟังลูกอย่างเปิดใจและไม่ตัดสิน แต่จะใช้วิธีการปรับจูนความคิด แล้วลูกก็จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้เอง โดยพ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูก

“สิ่งที่ได้จากคอร์ส Parents: The First Coach ก็คือ ได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานเพื่อการเป็นโค้ชชีวิตให้กับลูก เข้าใจตนเอง เข้าใจถึงที่มาของพฤติกรรมและเข้าใจตัวตนของลูก มองให้เข้าใจว่า การที่ลูกทำแบบนี้ เป็นเพราะตอนนี้ลูกมีทรัพยากรติดตัวเพียงเท่านี้ ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ลูกก็คิดได้เท่านี้อย่าไปกะเกณฑ์อะไรมากนัก ทักษะไลฟ์โค้ชเชื่อว่าทุกคนสามารถทำผิดได้ ไม่มีใครทำถูกไปหมดทุกอย่าง ผิดแล้วก็สามารถแก้ไขใหม่ได้ ถ้าพ่อแม่คิดได้ประมาณนี้ ก็จะเบาใจและวางใจในตัวตนของลูก นอกจากนี้ผมยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะทางอารมณ์และสังคมที่ลูกควรได้รับการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องจากพ่อแม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการฝึกฝน เป็นทักษะชีวิตสำคัญที่จะติดตัวลูกไปในอนาคต เด็กที่รู้จักคุณค่าในตนเอง ได้รับความเข้าใจและการชี้แนะจากพ่อแม่อย่างถูกวิธี ลูกก็จะเคารพตนเอง มองเห็นคุณค่าของผู้อื่น และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อยากให้ทุกครอบครัวใช้ทักษะไลฟ์โค้ชในการเลี้ยงดูลูกครับ” สุทัศน์ กล่าวทิ้งท้าย

นั่นเพราะทักษะทางอารมณ์และสังคมเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการฝึกฝน เป็นทักษะชีวิตสำคัญที่จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิต ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่เตรียมตัวเป็น “โค้ชชีวิต” ให้กับลูกในทุกช่วงวัย สอบถามรายละเอียดซึ่งจะเปิดอบรมรุ่นที่ 2 ในเดือนสิงหาคม ได้ที่โทรศัพท์ 02-6461999 หรือ02-7899955 ต่อ 2 John Robert PowerThailand และ Thailand Coaching Academy

Leave a comment