ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/449102

กก.วัตถุอันตรายลงมติ แบน3สารพิษ มีผลบังคับทันที1ธันวา
กก.วัตถุอันตรายลงมติแบน3สารพิษมีผลบังคับทันที1ธันวา
ม็อบต้านผิดหวังลุยฮึดสู้ขู่ฟ้องศาลปกครอง28ตค.เย้ยสารทดแทนแค่น้ำลาย
กรรมการวัตถุอันตราย แถลงมติยกเลิกใช้ 3 สารเคมี“พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส” มีผล 1 ธันวาคม2562 ม็อบต้านผิดหวัง ดิ้นสู้จ่อร้องศาลปกครอง 28 ตุลาคมขอคุ้มครองชั่วคราว เล็งจี้นายกฯเปิดเวทีฟังความเห็น 4 ภาคที่ยังไม่ได้ดำเนินการ สมาพันธ์เกษตรฯซัดแผนใช้สารทดแทนแค่นโยบายน้ำลายขายฝัน ไล่ “เฉลิมชัย-มนัญญา” ไปช่วยถอนหญ้า ประกาศแบนพรรคการเมืองสมคบคิดนายทุน เอ็นจีโอ
เมื่อวันที่ 22ตุลาคม ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยนายภาณุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานประชุมพิจารณาวาระสำคัญคือ ยกเลิกหรือไม่ยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตรคือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต โดยหน้าห้องประชุมมีตำรวจรักษาความปลอดภัยดูแลประมาณ 10 นาย ขณะเดียวกัน มีผู้ชุมนุมเกษตรกรกลุ่มไม่ต้องการให้แบน 3 สารเคมีจากหลายจังหวัด มาเฝ้าติดตามผลประชุมประมาณ 500 คน อาทิ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จันทบุรี นครราชสีมา สุพรรณบุรี ผู้ปลูกอ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง และผลไม้ส่งออก
มติกก.วัตถุอันตรายแบน3สารมีผล1ธ.ค.
หลังประชุม นายภานุวัฒน์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ครั้งที่ 41-9/2562 มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้ ปรับวัตถุอันตรายพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ยังมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรไปยกร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย จัดให้รับฟังความคิดเห็น แล้วเสนอคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นในการประชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ ได้ขอให้กรมวิชาการเกษตรไปพิจารณาระยะเวลาความเหมาะสมในการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่ หลังประกาศมีผลบังคับใช้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกร หรือร้านจำหน่าย
นายภาณุวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับการลงมติวันนี้คณะกรรมการฯลงมติแบบเปิดเผย โดยให้ยกเลิก 3 สารเคมีดังกล่าว ดังนี้ 1.พาราควอต ยกเลิกการใช้ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 จำนวน 20 คน ยกเลิกการใช้ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 จำนวน 1 คน จำกัดการใช้ 5 คน 2.ไกลโฟเซต ยกเลิกการใช้ 19 คน จำกัดการใช้ 7 คน 3.คลอร์ไพรีฟอส ยกเลิกการใช้ 22 คน จำกัดการใช้ 4 คน
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาข้อมูล ประกอบด้วย ผลดำเนินการของกระทรวงเกษตรฯที่นำบัญชานายกฯไปดำเนินการ โดยตั้งคณะทำงานพิจารณา และกระทรวงเกษตรฯรายงานว่าได้พิจารณาข้อมูลวิธีการและสารทางเลือกในการจัดการวัชพืช ต้นทุนของวิธีการและสารทางเลือก ข้อมูลสารทดแทนสารคลอร์ไพริฟอส ปริมาณสารที่คงเหลือปัจจุบัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯเห็นว่า สามารถบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติได้ หากยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ และผู้แทนหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขนำเสนอข้อมูลความเป็นอันตราย และข้อมูลตรวจสอบเฝ้าระวังสารตกค้างในสินค้าเกษตรในท้องตลาด นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังนำข้อมูลและข้อเสนอที่ได้รับจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งส่วนที่ต้องการให้ยกเลิกการใช้ และส่วนที่ไม่เห็นด้วย หากจะยกเลิกการใช้มาพิจารณาในที่ประชุมด้วย
ม็อบค้านยื่นศาล28ตค.ขอคุ้มครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังกลุ่มเกษตรกรฝ่ายคัดค้านการยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร ที่มารอฟังผลประชุมรับทราบมติ คณะกรรมการวัตถุอันตรายให้เลิกใช้ต่างมีสีหน้าผิดหวัง โดยน.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลองในฐานะผู้แทนเกษตรกรดำเนินสะดวกกล่าวว่า แม้จะมีมติดังกล่าวออกมา ก็ไม่อยากให้ผู้ที่ร่วมชุมนุมครั้งนี้ร้องไห้ เพราะยังมีความหวังอีก 2 ทางเลือก ทางเลือกแรกคือ วันที่ 28 ตุลาคมนี้จะยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง ขอคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้ยกเลิกใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว โดยจะนำหลักฐานชิ้นใหม่ส่งให้ และขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาข้อมูลอีกครั้ง เนื่องจากพวกตนได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีดังกล่าว เพราะเป็นสารเคมีหลักที่เกษตรกรใช้อยู่ ซึ่งหากภาครัฐจะยกเลิกต้องมีความชัดเจนเรื่องการนำสารอื่นมาทดแทนด้วย และราคาต้องไม่สูงเป็นภาระต้นทุนของเกษตร และจะยื่นถอดมติสาธารณสุข/2560 ที่เป็นต้นเหตุของการแบน 3 สารดังกล่าวเพราะมีการใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จ
เล็งร้องนายกฯเปิดเวทีฟังความเห็น
ส่วนทางเลือกที่สอง น.ส.อัญชลีกล่าวว่า รอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับจากภารกิจประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากได้รับการประสานจากทีมงานว่า นายกฯ จะเปิดให้รับฟังความคิดเห็นใหม่จาก 4 ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนายกฯมีคำสั่งในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดปฏิบัติตาม
สหพันธ์เกษตรฯไล่รมต.ถอนหญ้า
ขณะที่นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก 3 สารเคมีดังกล่าวเผยว่า มติกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้แบนสารกำจัดวัชพืช พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นปัจจัยหลักการผลิตสำคัญที่ทำให้เกษตรอุตสาหกรรมของประเทศเติบโตได้ทุกวันนี้ ภาครัฐต้องเตรียมรับมือกับมูลค่าความเสียหาย ทั้งด้านรายได้เกษตรกร 2.5 แสนล้านบาท และมูลค่าส่งออก 5.7 แสนล้านบาท รวมแล้วภาครัฐต้องสูญเสียรายได้กว่า 8.2 แสนล้านบาท
“ขณะเดียวกันภาคเกษตรกร จำเป็นต้องใช้สิ่งทดแทนที่ไม่ใช้สารเคมี เพราะกังวลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ขอให้รัฐจ่ายเงินค่าชดเชย ส่วนต่างค่าแรงงาน 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี พร้อมหาแรงงานคนมาช่วยถอนหญ้า หากหาไม่ได้ขอให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ และน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯมาถอนหญ้าให้เกษตรกร 60 ล้านไร่ให้เสร็จภายใน 30 วัน รวมทั้งยกเลิกหนี้สินปัจจุบันของครอบครัวเกษตรกรทุกคนที่อยู่ในระบบธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้างหนี้ใหม่กู้เงินมาซื้อเครื่องจักร และรัฐออกค่าใช้จ่ายส่วนต่างของเครื่องจักรทั้งหมดให้เกษตรกรเมื่อเทียบกับค่าสารเคมี พาราควอตนายสุกรรณ์กล่าว
ซัด22ตค.วันกลียุคเกษตรกรรมไทย
และย้ำว่า มาตรการรองรับการยกเลิก 3 สารดังกล่าว ยังขาดความชัดเจน เป็นเพียงนโยบายกระดาษ ปฎิบัติไม่ได้จริง พร้อมกับเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐทดลองสาธิตให้เห็นเป็นรูปธรรมกับพืชเศรษฐกิจที่กำลังปลูกบนพื้นที่ 500 ไร่ ให้ เห็นผลหลังกำจัดหญ้า ภายใน 1 วัน ถ้าทำไม่ได้ก็เป็นเพียงนโยบายน้ำลายขายฝันให้เกษตรกร และขอประกาศให้วันที่ 22 ตุลาคม เป็นวันกลียุคเกษตรกรรมไทย จารึกให้รุ่นลูกหลานรู้ไว้ถึง เกษตรกรรมไทยล่มสลายด้วยระบบการบริหารเอื้อนายทุนสารเคมีกลุ่มใหม่ ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดระหว่างนักการเมืองและ เอ็นจีโอ
นอกจากนี้ นายสุกรรณ์ยังประกาศแบนพรรคการเมืองสมคบคิดและขอไม่เผาผี กลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ตั้งใจทำร้ายเกษตรกร อ้างทำเพื่อสุขภาพประชาชน และเตรียมพาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไปเรียกร้องค่าชดเชยต่อไป
‘เฉลิมชัย’ตั้งคณะทำงานช่วยเกษตรกร
ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯเผยว่า มติคณะกรรมการฯให้ยกเลิก 3 สารเคมีส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช แต่กระทรวงเกษตรฯ เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว โดยให้กรมวิชาการเกษตรรวบรวมสารชีวภัณฑ์มาส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ ส่วนพืชเศรษฐกิจที่ยังจำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชได้ให้หาสารอื่นมาทดแทน ยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญในการดูแลเกษตรกรทั้ง 7.5 ล้านคนทั่วประเทศ จึงเร่งตั้งคณะทำงานพิจารณาปัญหาของเกษตรกรและหาแนวทางแก้ไขให้ทั้งกรณีที่สารเคมีอื่นอาจมีราคาแพงกว่าหรือค่าแรงงานจัดการแปลง โดยต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบมาตรการชดเชยส่วนต่างของต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกัน ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการลดต้นทุนการผลิต ขับเคลื่อนร่างพ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. …ให้ออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ให้เร็วที่สุด เพื่อเดินหน้าทำเกษตรปลอดภัยเต็มรูปแบบในพื้นที่เกษตร 149 ล้านไร่ทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ ยังตั้งเป้าหมายปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเคมีไปเป็นเกษตรอินทรีย์ 1 ล้านไร่ โดยภายในปี 2562-2563 จะทำให้ได้ 5 ล้านไร่ และจะขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ร้อยละ 25 ในปีต่อไป
เสี่ยหนูซูฮกกก.วีรบุรุษช่วยปชช.
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว”Anutin charnvirakul”ก่อนที่มีการแถลงผลประชุมอย่างเป็นทางการว่า เชียร์ลีดเดอร์ของสธ. มติที่ประชุมมีผู้เข้าประชุม 26 คนมีดังนี้ 1.พาราควอท แบน 21 จำกัดการใช้ 5 คน 2.ครอร์ไพริฟอส แบน 22 จำกัดการใช้4 3.ไกลโฟเซต แบน19 จำกัดการใช้ 7 จากมติดังกล่าวตนขอกราบขอบคุณและน้อมคารวะต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายเฉพาะผู้ที่ลงมติแบนการใช้สารพิษด้วยจิตสำนึกที่รักและห่วงใยคุณภาพชีวิตและสุขภาพประชาชน ประวัติศาสตร์จะจารึกวีรกรรมที่คณะกรรมการฯทำเพื่อแผ่นดินเกิดในวันนี้ เยี่ยงวีรบุรุษของชาติ ขอแสดงความยินดีกับคนไทยทุกคนที่ประเทศของเรายังมีข้าราชการและนักวิชาการที่เปี่ยมล้นคุณธรรมและจริยธรรมหลงเหลืออยู่ในบ้านของเรา
กมธ.เร่งผลักดันเกษตรอินทรีย์
ส่วนนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า ไม่ว่าผลประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะเป็นอย่างไร แต่กรรมาธิการฯจะเดินหน้าผลักดันแนวทางที่ศึกษาไว้ สิ่งสำคัญคือ คุ้มครองชีวิตผู้บริโภคคนไทยและเกษตรกร โดยไม่สนับสนุนการใช้สารเคมีชนิดอื่นทดแทนแน่นอน แต่จะส่งเสริมใช้วิธีทำเกษตรแบบอินทรีย์แทน
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้รับรายงานตัวเลขปริมาณวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดคงเหลือจากกรมวิชาการเกษตร ที่สำรวจเมื่อวันที่ 30 กันยายน2 พบว่า มีพาราควอต คงเหลือในปริมาณ 13,063.69 ตัน ไกลโฟเซต 15,110.93 ตัน ส่วนปริมาณคลอไพริฟอส 1,694.86 ตัน รวม 29,869.58 ตัน ถ้ากำจัดโดยการเผา จะมีค่าใช้จ่ายถึงตันละ 1แสนบาท รวมเป็นเงิน 2,986,958,000 บาท
นายชวลิตกล่าวต่อว่า จากนี้จำเป็นต้องผลักดันกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง คือ พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืนที่คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณษอยู่ และที่ภาคประชาสังคมตื่นตัวโดยร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องนำมาตรวจสอบควบคู่กันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด