ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/entertain/447475

ความสัมพันธ์ของ ‘เลียม’ และ ‘เด็บบี้’ ใน LIAM GALLAGHER : AS IT WAS
พบกับเบื้องหลังชีวิตตลอดทศวรรษที่ผ่านมาของร็อกสตาร์ชื่อก้องโลก เลียม กัลลาเกอร์อดีตนักร้องนำของวง Oasis ที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่จุดของการล่มสลายของวงที่เขารัก เหตุที่ทำให้วงใหม่ของเขาต้องหายไปจากวงการ ผลพวงของความรักที่อยู่นอกกฎหมาย และการกลับมาดุจปาฏิหาริย์ของหนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการเพลง
“ชาร์ลี ไลท์เทนนิ่ง” ผู้กำกับภาพยนตร์“LIAM GALLAGHER : AS IT WAS” หนังสารคดีตามติดชีวิต เลียม กัลลาเกอร์ ร็อกสตาร์ฝีปากกล้า อดีตฟรอนท์แมนตัวเจ็บแห่งวง Oasisเผยในอดีตร็อกสตาร์วัย 47 ปี ผู้นี้เคยใช้ชีวิตอย่างเคว้งคว้างหลังจากที่วง Beady Eye ต้องถึงคราวแยกทางในปี 2014 และผู้ที่ทำให้เขาก้าวผ่านจากสถานการณ์อันเลวร้ายในช่วงเวลานั้นมาได้ก็คือ ผู้จัดการส่วนตัวที่ควบตำแหน่งแฟนสาวคนปัจจุบันของเขา เด็บบี้ กวิธเทอร์
“เธอคือคนที่อยู่เคียงข้างเขาในเวลาที่เขาย่ำแย่ที่สุดในชีวิต และพวกเขาก็รักกันดี สิ่งเหล่านั้นจะปรากฏให้คุณเห็นในภาพยนตร์แน่นอน” ชาร์ลีไลท์เทนนิ่ง ผู้กำกับ กล่าว
ชาร์ลี กล่าวว่า “เด็บบี้มีความสำคัญกับเขามากครับ เธอมีส่วนที่ช่วยเหลือเขาในหลายๆ ด้าน ในตอนนั้นเขาเป็นคนที่เคว้งคว้างไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปทางไหน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร และก็เป็นเธอคนนี้ล่ะที่เตะก้นเขาให้ลุกขึ้นมาแล้วตะโกนใส่เขาว่า ไม่เอาน่า ไม่มีใครตายซะหน่อยและบอกให้เขาใช้ชีวิตด้วยการเดินตามเสียงดนตรีอีกครั้ง”

“เธอคือคนที่อยู่เคียงข้างเขาในเวลาที่เขาย่ำแย่ที่สุดในชีวิต และพวกเขาก็รักกันดี สิ่งเหล่านั้นจะปรากฏให้คุณเห็นในภาพยนตร์แน่นอน คุณจะได้เห็นว่าพวกเขาใกล้ชิดกันขนาดไหน พวกเขาร่วมมือกันดึงสิ่งที่ดีของอีกฝ่ายออกมา การที่ผมได้เป็นคนจับภาพความทรงจำดีๆ เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกวิเศษสุดๆ ไปเลย
ครับ แม้ว่านี่จะเป็นสารคดีเกี่ยวกับการกลับมาของเลียมในฐานะศิลปินเพลง แม้ว่ามันจะไม่ใช่สารคดีเกี่ยวกับชีวิตรักของเขา แต่สิ่งที่เด็บบี้เป็นนั้นมีความสำคัญกับเขามากจนปฏิเสธไม่ได้”
ชาร์ลี ยังคงเล่าต่ออีกว่า คุณจะได้เห็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโนลในภาพยนตร์แน่ๆ “หนังเรื่องนี้ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องคู่นี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากอัลบั้ม As You Were”
“หากคุณลองมองย้อนกลับไปที่อัลบั้ม “DefinitelyMaybe” และ “What’s The Story (Morning Glory)?”คุณจะเห็นว่าอัลบั้มหลังนั้นโดนใจคนมากกว่าคุณเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อมั้ย มันคือการพัฒนา มันคือคนที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งพวกคุณจะต้องไม่ผิดหวังกับมันแน่นอน”
“LIAM GALLAGHER : AS IT WAS”17 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์
