ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/456105

ฉะกรมวิชาการเกษตร เสนอเลื่อนแบน3สาร มนัญญาสั่งแจงด่วน
“มนัญญา”ปรี๊ด!สั่งกรมวิชาการเกษตรชี้แจงด่วนที่สุด กรณีเตรียมเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายแบน 3 สารเคมีอันตรายออกไปอีก 180 วัน เผยหารือร่วมกันตอนเช้าไม่รายงานปัญหาให้ทราบ ตกบ่ายกลับขอขยายเวลา แถมตัวเลขสต๊อกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ด้านปลัดเกษตรฯปัดข่าวชงของบ 3.3 หมื่นล้านเยียวยาเกษตรกร เร่งสรุปมาตรการช่วยหลือหลังเลิกใช้3สาร
เมื่อวันที่ 24พฤศจิกายน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 25พฤศจิกายน ตนจะสั่งการให้กรมวิชาการเกษตร (กวก.) ทำหนังสือชี้แจงด่วนที่สุดถึงข้อเสนอเรื่องการขยายเวลาบังคับใช้ในการจัดเก็บคืนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 180 วันหรือ 6เดือน โดยระบุว่ามีสต๊อกสารเคมีเหลือกว่า 20,000 ตัน ขณะที่จะมีการประกาศยกเลิกใช้ 3 สารเคมีดังกล่าววันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งตนจะทำเรื่องไปถามกรมวิชาการเกษตรถึงเหตุผลทำไมถึงจะขยายเวลาเรียกเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิด
น.ส.มนัญญากล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาได้ประชุมหลายครั้ง กรมวิชาการเกษตรไม่ได้แจ้งเรื่องที่จะยืดเวลาจัดเก็บสารแต่อย่างใด และยังไม่รู้ว่าจะนำเรื่องยืดเวลาเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะประชุมในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธานหรือไม่ จึงต้องเรียกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงจากกรมวิชาการเกษตรมาถึงตนภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน
“เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ดิฉันเรียกประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศประมาณ 300 คน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนการจัดเก็บ 3 สารเคมี ได้ถามย้ำหลายว่าใครมีปัญหาในการลงพื้นที่จัดเก็บสารเคมีในช่วงเวลาบังคับใช้ 30 วันหรือไม่ เพราะการประกาศแบน 3 สารมีผลวันที่ 1 ธันวาคม ทุกคนบอกไม่มีปัญหา แต่ปรากฏว่าช่วงบ่ายวันเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรมาเสนอที่ประชุมคณะทำงานพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบเกษตรกรหลังเลิกใช้ 3สาร ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน กลับเสนอขอยืดเวลาบังคับใช้แบน 3 สาร ไปอีก 6 เดือน อ้างว่า 30 วันที่ให้บังคับใช้ จัดเก็บสารส่งคืนบริษัทไม่ทัน แล้วยังมีเรื่องสต๊อกสารคงเหลือยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน รายงานตัวเลขสารเคมี คงเหลือ 3.8 หมื่นตัน มาอีกวันเหลือ 2.8 หมื่นตัน ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร ต้องทำหนังสือชี้แจงมาทั้งหมด” รมช.เกษตรฯ กล่าว
น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มที่โจมตีว่า จัดตั้งม็อบเสื้อขาวนั้น ถามว่าทำไมต้องจัดตั้ง และที่บอกจัดตั้งคืออะไร ยังนำไปตีความเป็นม็อบเสื้อกาวน์ ทำไมจึงชอบทำให้เกิดความแตกแยก ตนไม่เคยก้าวล่วงใคร เพราะมีหน้าที่ทำเพื่อพี่น้องประชาชน เกษตรกร ผู้บริโภค และทุกคนมีสิทธิในการคุ้มครองตัวเอง ตนทำในฐานะที่ดูแลกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพราะต้องการรักษาสุขภาพเกษตรกร รักษาสุขภาพคนไทยให้เป็นของขวัญปีใหม่ ไปเที่ยวกับครอบครัวทุกคนได้กินอาหารที่ปลอดภัยได้สูดอากาศบริสุทธิ์
ด้านนายอนันต์ สุวรรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดกล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวระบุคณะทำงานฯ จะเสนอของบประมาณเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจก 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผลสูงถึง 33,000 ล้านบาทว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ตัวเลขดังกล่าวนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)ประเมินต้นทุนของของเกษตรกรที่หากยกเลิกใช้ 3 สารแล้วต้องปรับเปลี่ยนไปใช้สารอื่น และเครื่องจักรกลการเกษตรแทน แล้วรายงานมาให้ทราบ ไม่ใช่เป็นข้อสรุปว่า กระทรวงเกษตรฯจะของบประมาณจากรัฐบาล 33,000 ล้านบาทไปจ่ายเป็นค่าชดเชยแก่เกษตรกร ทั้งนี้ มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมเพื่อประชุมอีกครั้งต้นสัปดาห์นี้ เมื่อได้ข้อสรุปแล้วต้องรายงานนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯพิจารณาต่อไป
ปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวต่อว่า กรมวิชาการเกษตรยังประเมินระยะเวลาการดำเนินการกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิดทั้งการแจ้งการครอบครองและจัดเก็บ หากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง การปรับสถานะ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งตามขั้นตอนกรมวิชาการเกษตรต้องเปิดรับแจ้งการครอบครองภายใน 15 วันและต้องให้ผู้ครอบครองนำมาส่งมอบภายใน 15 วันหลังการแจ้ง ซึ่งเหลือเวลาเพียง 8 วันนั้น กระชั้นชิดมาก ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการนำเข้าและผลิต และร้านจำหน่ายตั้งตัวไม่ทัน อีกทั้ง กระบวนการจัดการกับสารเคมี 3 ชนิด ซึ่งมีอยู่เกือบ 30,000 ตันนั้น กรมวิชาการเกษตรระบุว่า ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนจึงจะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งจะประชุมวันที่ 27 ธันวาคมนี้เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายยกเลิกออกไป 6 เดือน แต่การพิจารณาขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย
“คณะทำงานฯ ของกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาเรื่องการส่งสารเคมีคงค้างกลับคืนบริษัทและส่งไปประเทศที่ 3 เพื่อลดผลกระทบต่อทุกภาคส่วนและค่าใช้จ่ายในการทำลาย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรรายงานว่า หากสารเคมีทั้ง 3 ชนิดยังอยู่ในรูปแบบสารตั้งต้นสามารถส่งคืนและส่งออกได้ แต่หากผู้ประกอบการนำมาผสมเป็นสูตรที่ปรับให้เหมาะต่อการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชของไทยแล้ว ไม่สามารถส่งคืนบริษัทหรือส่งไปประเทศอื่นได้ ดังนั้น ปริมาณสตอกคงค้างจึงจะยังมีอยู่มาก ต้องใช้เวลาจัดเก็บและทำลาย” นายอนันต์กล่าว
และว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มอกช.) รายงานว่า ขณะนี้นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา และสหรัฐทำหนังสือมาถึง เพื่อให้ไทยชี้แจงรายละเอียดการยกเลิก 3 สาร โดยหากยกเลิกจริง ตามระเบียบขององค์การการค้าโลก (WTO) ไทยต้องนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า การตกค้างของสารเคมีที่ยกเลิกนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพจริง เนื่องจากถ้าไทยปรับสถานะพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามนำเข้า ส่งออก ผลิต นำผ่าน และครอบครอง ประเทศคู่ค้าจะไม่สามารถส่งสินค้าเกษตรมายังไทยได้ต่อไป เพราะประเทศคู่ค้ายังคงใช้สาร 3 ชนิดนี้อยู่ แต่มีค่าตกค้างตามคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Codex; Joint FAO/WHO Food Standards Programme) หรือแม้จะตรวจสอบพบว่า ค่าตกค้างต่ำกว่า Codex แต่ตามกฎหมายกระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่า การตกค้างของอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ต้องมีค่าเป็น 0 (zero tolerance)
ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นความเดือดร้อนเฉพาะประเทศคู่ค้าจากการไม่สามารถส่งสินค้ามาจำหน่ายในไทยได้ แต่ไทยจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับแปรรูปเป็นอาหารและอาหารสัตว์ด้วย หากไม่สามารถนำเข้าได้ อุตสาหกรรมต่อเนื่องภาคการเกษตรจะหยุดชะงัก เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหาร ตลอดจนไม่มีสินค้าส่งออกเป็นผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ต้องพิจารณาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบเพื่อแก้ปัญหาต่อไป
ขณะที่นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเปิดเผยความคืบหน้าการเคลื่อนไหวคัดค้านยกเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดว่า วันที่ 25 พฤศจิกายน เวลา 14.00 น. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯตอบรับที่จะให้ผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดเข้าพบ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายและแสดงความห่วงใย โดยย้ำให้แก้ปัญหาให้เกษตรกรและพิจารณาผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจประเทศอย่างรอบคอบ ซึ่งจะมีผู้แทนสมาคมพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดเข้าร่วมประชุมด้วย 40 คนเพื่อชี้แจงถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร หากประกาศยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้ทันทีวันที่ 1 ธันวาคมนี้
นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า ความหวังสุดท้ายอยู่ที่รมว.เกษตรฯ ซึ่งกำกับดูแลนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ มีหน้าที่ดูแลเกษตรกร จากนั้นวันที่ 26 พฤศจิกายน เกษตรกรประมาณ 5,000 คนจะแต่งชุดดำเดินทางไปรวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯเพื่อให้สังคมรับทราบว่า เกษตรกรเดือดร้อน เป็นการรวมตัวอย่างสงบและใช้หลักอหิงสา ไม่ใช่ก่อม็อบดังที่รมช. มนัญญากล่าวหา ขอให้เข้าใจว่า ไม่ใช่สร้างความขัดแย้งในสังคมและไม่ได้ทำเรื่องนี้ให้เป็นปัญหาทางการเมือง
“ขอถามรมช. มนัญญาที่ออกมากล่าวว่า เกษตรกรโจมตีกรมช.เกษตรฯ จัดตั้งม็อบเสื้อขาวและยังนำไปตีความเป็นม็อบเสื้อกาวน์ซึ่งทำให้เกิดความแตกแยกนั้น รมช. มนัญญากลับคำพูดตัวเองหรือไม่เพราะเป็นผู้กล่าวเองว่า ระวังม็อบเสื้อขาวจะสยบม็อบเสื้อดำ” นายสุกรรณ์กล่าว