รายงานพิเศษ : โรงสีข้าวพระราชทาน:ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456229

รายงานพิเศษ : โรงสีข้าวพระราชทาน:ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน

รายงานพิเศษ : โรงสีข้าวพระราชทาน:ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ตั้งอยู่ที่ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน หลังปี 2549  เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรทำให้ผลผลิตเสียหาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระยศในขณะนั้นทรงมีรับสั่งให้กองงานราชเลขาธิการ มาตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ และเห็นว่าประชาชนประสบปัญหาเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนอาหารบริโภค จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งกองทุนข้าวขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ หันมาปลูกข้าวเป็นแหล่งอาหารให้ชุมชน และพัฒนามาสู่แนวคิด  “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”

นายสำเนียง ส่างคำ ประธานคณะกรรมการโรงสีข้าวพระราชทานเล่าว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ข้าวสาร และเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป็นกองทุนข้าวพระราชทานในช่วงแรกเริ่ม เพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นทุนสร้างความมั่นคงของ อ.ท่าวังผา ให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในพื้นที่  เมื่อกองทุนข้าวพัฒนาและเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ยังได้พระราชทานเครื่องจักรโรงสีข้าวชุมชน สำหรับตั้งเป็นโรงสีข้าวพระราชทานให้ราษฎรและเสด็จมาทรงเปิดด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์  2552

โรงสีพระราชทานแห่งนี้นำหลักการสหกรณ์ มาใช้บริหารงานดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวมรวมและรับซื้อข้าวเปลือก เพื่อแปรรูปและบริการสีข้าว ธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายแก่สมาชิกธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจบริการรถไถนาและเครื่องจักรกลการเกษตรและธุรกิจร้านกาแฟ โดยกิจกรรมรวบรวมรับซื้อข้าวมาแปรรูป โรงสีจะคิดค่าบริการสีข้าว สำหรับสมาชิกคิดอัตราบริการกิโลกรัมละ 1 บาท สีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 1.50 ส่วนบุคคลทั่วไปจะคิดค่าบริการสีข้าวกิโลกรัมละ 1.50 บาทและสีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 2 บาท ส่วนของแกลบที่ได้จากการสีข้าว สหกรณ์บรรจุถุงขายกิโลกรัมละ 45 สตางค์ ขายให้ชาวบ้านนำไปทำปุ๋ยหมัก หรือรองพื้นโรงเลี้ยงสัตว์ ส่วนรำข้าว เกษตรกรบางรายซื้อไปผสมอาหารให้แพะกิน ผลพลอยได้จากการสีข้าวทั้งแกลบและรำข้าว ช่วยสร้างรายได้อีกทางให้ด้วย

เมื่อกิจการโรงสีข้าวขยายขึ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มาช่วยปรับปรุงโรงสีให้มีกำลังผลิตที่รองรับปริมาณข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันโรงสีข้าวแห่งนี้สีข้าวได้ 6 ตันต่อวัน และผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรการผลิตที่ดีหรือ GMP ซึ่งโรงสีได้รับซื้อข้าวจากสมาชิกเป็นหลักและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัยและข้าวอินทรีย์ ทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว กข 6 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หลังจากส่งเสริมอย่างจริงจัง ทำให้ข้าวของโรงสีข้าวพระราชทานนี้มีคุณภาพดีและได้รับความนิยมมาก ปัจจุบันได้แปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายสู่ตลาดภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน”  เน้นจำหน่ายตลาดภายในพื้นที่เพื่อให้คนน่านได้บริโภคข้าวสารที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งโรงสีส่ง “ข้าวน่าน” ไปวางจำหน่ายที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดน่าน โรงเรียนและหน่วยงานทหารในพื้นที่

“การนำวิธีการและรูปแบบสหกรณ์มาประยุกต์ใช้บริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทาน ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 1,400 คนทำให้สมาชิกยึดหลักการร่วมกันคิดร่วมกันทำ และอบรมให้ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ ช่วยลดต้นทุนการทำนาต่อไร่เหลือเพียง 2,000 บาท เพราะเราส่งเสริมให้สมาชิกทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ผลประกอบการโรงสีปีที่ผ่านมามีกำไรประมาณ  560,000-600,000 บาทต่อปี เมื่อถึงสิ้นปีจ่ายปันผลคืนให้สมาชิกแม้ผลกำไรอาจไม่มาก แต่สมาชิกทุกคนมีความสุขมาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีที่ดินทำกินไม่เกิน  10 ไร่ดังนั้น ข้าวที่ปลูกได้ส่วนมากจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือเล็กน้อยถึงนำมาขาย  อีกทั้งราคาข้าวที่รับซื้อจะปิดประกาศให้สมาชิกทราบโดยตลอด และอิงกับราคาตลาด” นายสำเนียง กล่าว

“อีกสิ่งสำคัญที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฝากไว้คือทำอย่างไรที่จะส่งเสริมเด็กและเยาวชนในพื้นที่เรียนรู้  สืบสานการทำนา อาชีพด้านการเกษตร จากโจทย์นี้ ทางโรงสีจึงร่วมมือกับโรงเรียน  บ้านและวัดในอ.ท่าวังผา เพื่อพัฒนาหลักสูตรการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนมีประสบการณ์วิชาชีพการทำเกษตร อิงภูมิปัญญาท้องถิ่นและทำเกษตรผสมผสาน ทั้งทำนา ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เป็นต้น”

นอกจากนี้ บริเวณหน้าโรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผายังเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟภูพยัคฆ์ เกิดจากการที่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯทรงมีรับสั่งให้ทำโรงสีข้าวฯเป็นประโยชน์มากที่สุด ดังนั้น ช่วงเทศกาลจึงเปิดให้เป็นจุดพักรถ และเริ่มนำกาแฟสดมาจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

โรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนสายธารแห่งพระเมตตาที่ช่วยโอบอุ้มราษฎรชาวท่าวังผาในยามที่ได้รับความทุกข์ร้อนให้ลุกขึ้นยืนและเดินต่อได้ ด้วยอาศัยแนวทางสหกรณ์ที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ส่งเสริมความรักสามัคคีของคนในชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันสร้างอาชีพและรายได้จากการใช้ประโยชน์ของทรัพย์ในดิน ผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”

Leave a comment