เรียนรู้ EF ปรับพฤติกรรม ฝึกทักษะสมอง พัฒนาสมาธิเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/443929

เรียนรู้ EF ปรับพฤติกรรม ฝึกทักษะสมอง พัฒนาสมาธิเด็ก

เรียนรู้ EF ปรับพฤติกรรม ฝึกทักษะสมอง พัฒนาสมาธิเด็ก

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็นแก้ปัญหาเป็น และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข คือการฝึกทักษะสมองสำคัญที่เรียกว่า EF หรือ Executive Functions คือ ทักษะการบริหารจัดการตนเองขั้นสูง เป็นกระบวนการทางความคิดระดับสูงของสมองส่วนหน้าที่มีความเกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก และการกระทำโดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะ EF คืออายุ 3-6 ขวบ เพราะสมองส่วนหน้าพัฒนาได้มากที่สุด ซึ่งช่วยให้เด็กเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาทางด้านสมาธิ หากไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้องอาจทำให้มีปัญหาด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต การเรียน และการเข้าสังคมในอนาคตได้ การฝึกทักษะสมองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

แพทย์หญิงมัณฑนา ชลานันต์กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวถึงการใช้หลักพัฒนาสมองลูกรักอย่าง EF หรือExecutive Functions การบริหารจัดการตนเอง เพื่อฝึกทักษะสมอง พัฒนาสมาธิมีทั้งหมด 9 ด้าน ได้แก่ ทักษะพื้นฐาน (Basic) จำนวน 3 ด้าน และทักษะขั้นสูง (Advance) จำนวน 6 ด้าน ทักษะพื้นฐาน(Basic) ประกอบด้วย 1) Working Memory (ความจำเพื่อใช้งาน) คือ ความสามารถในการเก็บข้อมูลเพื่อประมวลผลและดึงข้อมูลที่เก็บในคลังสมองออกมาใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการ 2) Inhibitory Control (ยั้งคิด ไตร่ตรอง) คือ ความสามารถในการยั้งคิดไตร่ตรอง สามารถควบคุมความต้องการ หยุดคิดก่อนที่จะทำหรือพูดได้ 3) Shifting หรือ CognitiveFlexibility (ยืดหยุ่นความคิด) คือความสามารถในการยืดหยุ่นทางความคิดร่วมแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน รู้จักพลิกแพลงและปรับตัว เป็นจุดเริ่มต้นของการมีความคิดสร้างสรรค์และคิดนอกกรอบ

ทักษะขั้นสูง (Advance) ประกอบไปด้วย 4) Focus หรือ Attention (จดจ่อ ใส่ใจ) คือ ความสามารถในการใส่ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่วอกแวก รู้จักการทำงานให้เสร็จเป็นอย่างๆ ไป 5) Emotional Control (ควบคุมอารมณ์) คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จัดการกับอารมณ์ตนเองไม่ให้รบกวนผู้อื่น ไม่โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่ายเกินไป รู้จักแสดงอารมณ์อย่างถูกวิธี 6) Self-Monitoring(ติดตาม ประเมินตนเอง) คือ การประเมินตนเองเพื่อหาจุดบกพร่องแล้วนำมาแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น รู้จักไตร่ตรองว่าตัวเองทำอะไร รู้ว่าตัวเองทำอะไร และรู้ว่าใกล้จะเสร็จหรือเรียบร้อยแล้ว 7) Initiating (ริเริ่มและลงมือทำ) คือ ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำ กล้าคิดกล้าทำลงมือทำทันที ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง8) Planning and Organizing (วางแผนจัดระบบ ดำเนินการ) คือ การวางแผนจัดการตนเองอย่างเป็นขั้นตอน ดำเนินการตั้งแต่วางเป้าหมาย มองเห็นภาพรวม รู้จักจัดลำดับความสำคัญ จัดระบบ ดำเนินการ และประเมินผล 9) Goal-Directed Persistence (มุ่งเป้าหมาย) คือ การวางเป้าหมายที่ชัดเจน มีความพากเพียรและความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมาย รู้จักฝ่าฟันอุปสรรค หากล้มต้องรู้จักลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

ทั้งนี้ ทักษะการบริหารจัดการตนเอง ควรเริ่มฝึกตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไปเป็นการปูพื้นฐาน ผู้ปกครองควรใส่ใจให้ลูกมีทักษะการบริหารจัดการตนเองที่ดีโดยในช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยที่มีการเปิดรับการพัฒนาทักษะค่อนข้างสูง จะทำให้เด็กเกิดการบริหารจัดการตนเองที่ดีรวมถึงการควบคุมอารมณ์ การคิด ความจำการใส่ใจ การแก้ปัญหา การเข้าใจเหตุผล การมีสมาธิ ต่อไปในอนาคต

เครื่องมือทางจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการฝึกพัฒนาทักษะ อาทิ การทดสอบโดยใช้ Wisconsin Card Sort Task (WCST) เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะรูปร่างต่างกัน 4 แบบ เช่น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม รูปดาว เป็นต้น มีสีต่างกันมีจำนวนต่างกัน แพทย์จะเป็นผู้กำหนดให้เด็กว่าให้เรียงตามจำนวนที่เหมือนกันหรือเรียงตามรูปทรงหรือสีที่เหมือนกันให้ผู้รับการทดลองมีการปรับเปลี่ยนความคิดเพื่อที่จะจัดการได้ตามโจทย์ที่ให้ไว้ ซึ่ง Wisconsin Card Sort Task (WCST) เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการทดสอบ แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่จะใช้วัดผลการพัฒนาทักษะได้ทั้งหมด เพราะเครื่องมือที่ใช้วัดผลพัฒนาทักษะมีค่อนข้างหลากหลาย แพทย์จะเลือกใช้เครื่องมือตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาเป็นหลัก ทั้งนี้ เด็กที่มีปัญหาทางด้านทักษะการบริหารจัดการ โดยมากจะพบในกลุ่มเด็กที่มีสมาธิสั้น (ADHD-Attention Deficit Hyperactivity Disorder) เนื่องจากเด็กจะมีอาการวอกแวก ไม่อยู่นิ่ง ขาดความรับผิดชอบ ไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ ส่งผลให้ขาดประสิทธิภาพในการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคต

การจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อพัฒนาทักษะด้วย EF หรือ Executive Functionsข้อดีคือ พลังกลุ่ม เพราะการทำกิจกรรมกลุ่มจะมีเด็กคนอื่นๆ ในกลุ่มด้วย หากมีเด็กที่เป็นตัวอย่างที่ดีในกลุ่มเขาก็จะได้รับรางวัล จะทำให้เด็กที่อยู่ในกลุ่มคนอื่นๆ อยากที่จะปฎิบัติตามแล้วได้รับรางวัลเช่นกัน ขณะที่เด็กบางคนหากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเขาก็อาจจะได้รับการลงโทษ เช่น Time out การแยกเด็กออกจากสิ่งกระตุ้นหรือความสนใจจากสิ่งรอบข้างชั่วคราว เพื่อให้สงบสติอารมณ์และควบคุมตนเองได้ ดังนั้น เด็กทุกคนที่เข้ากลุ่มเพื่อพัฒนาทักษะ ก็จะได้เห็นพฤติกรรมของเด็กคนอื่นๆ ว่าจะได้ผลลัพธ์อย่างไรจากพฤติกรรมทั้ง 2 ด้าน จึงกลายเป็นจุดแข็งในการเรียนรู้ให้กับเด็ก มีการสังเกตพฤติกรรมจากการมองเห็นที่ทั้งดีและไม่ดี กลายเป็นพลังกลุ่มที่จะทำให้เด็กพยายามที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ดังนั้น การฝึกทักษะ EF หรือ Executive Functions จึงมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะการบริหารจัดการตนเองอย่างรอบด้าน ช่วยพัฒนาสมองส่วนหน้าที่ควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากพ่อแม่ผู้ปกครอง แพทย์ที่มีความชำนาญในสาขาต่างๆ และตัวเด็กเพื่อพัฒนาให้สมาธิดีขึ้นและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะ EF เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกันฝึกฝนให้กับลูก เพื่อสร้างรากฐานทางกระบวนการคิดและการตัดสินใจ คลินิกพัฒนาการเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความสำคัญกับพัฒนาการเด็กจึงได้จัดโปรแกรม SmartKids Express ในรูปแบบกลุ่ม เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสมอง EF หรือ ExecutiveFunctions ซึ่งเป็นทักษะการบริหารการจัดการตนเองขั้นสูงในเด็กที่มีอายุระหว่าง4-6 ปี เพื่อฝึกกระบวนการความคิด วางแผน ลงมือทำ เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการเรื่องต่างๆ โดยคลินิกพัฒนาการเด็กมีความพร้อมในทุกสหสาขาวิชาชีพ ทั้งกุมารแพทย์ผู้ชำนาญการ พยาบาลผู้ชำนาญ นักกิจกรรมบำบัดนักจิตวิทยา และนักแก้ไขการพูด ซึ่งใช้การเล่นบำบัดเพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจให้แก่เด็ก และเพื่อให้ลูกน้อยในวันนี้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในอนาคต สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกพัฒนาการเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.02-7551213 หรือ Call Center โทร.1719

Leave a comment