#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/448517

นักโภชนาการไขประเด็นฮิต เทรนด์อาหารเพื่อการลดน้ำหนัก
ทุกวันนี้สาวๆ ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะวัยไหนมักเจอปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานแบบถาวรหรืออ้วนนั่นเอง ใครๆ ก็พยายามหาวิธีการลดน้ำหนักตัวที่โดยเฉพาะสูตรการลดน้ำหนักต่างๆ ซึ่งปัจจุบันนั้นมีมากมายหลายสำนักแต่ที่กำลังนิยมกันมากอยู่ตอนนี้ คือKetogenic Diet และวิธีการกินๆ อดๆที่ช่วยลดน้ำหนักแบบ Intermittent Fastingหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า IF รวมทั้งอาหารลดน้ำหนักสูตรต่างๆ เช่น Mediterranean Diet เป็นต้น
ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วเรื่องของอาหารลดน้ำหนักแบบ Low-Carb หรือ อาหาคาร์โบไฮเดรตต่ำ แนวทางนี้เคยเป็นกระแสมาตั้งแต่อดีตในชื่อของ Atkins Diet หลักการคือ กินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ(ไม่กินแม้กระทั่งผลไม้) เน้นโปรตีนสูงและไม่จำกัดไขมัน ซึ่งช่วยให้น้ำหนักลดเร็ว แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจาก Atkins Diet คือ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดเนื่องจากการไม่รับประทานผักผลไม้ทำให้ไม่ได้รับใยอาหาร และการที่กินไขมันไม่จำกัด เน้นเนื้อสัตว์ ทำให้ได้รับไขมันอิ่มตัวสูง ส่งผลให้หลอดเลือดอักเสบ และได้รับโปรตีนมากเกิน ส่งผลให้ไตทำงานหนัก ด้วยเหตุนี้เองการกินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำแบบ Atkins Dietจึงได้เงียบหายไป เนื่องจากผลที่ได้ไม่คุ้มเสีย
.jpg)
ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์
ปัจจุบันได้มีกระแสการกินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ที่เรียกว่า Ketogenic Diet มาแทน โดยหลักการของ Ketogenic Diet นี้ จะกินคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน 50 กรัมต่อวัน (หรือประมาณ 3 ส่วน) และกินไขมันสูงมากถึง 75-80% ส่วนโปรตีนในปริมาณปานกลาง ผลการวิจัยพบว่า การกินแบบ Ketogenic Diet นั้นช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่ส่งผลให้ไขมัน LDL-C สูงขึ้น และอาจทำให้หลอดเลือดอักเสบได้เนื่องจากการกินไขมันที่สูงขึ้น หากไม่เลือกกินไขมันและโปรตีนที่ดี ดังนั้นหากจะกิน Ketogenic Diet ควรเลือกไขมันที่ดี เน้น โอเมก้า-9 (น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว อะโวคาโด ฯลฯ) และโอเมก้า-3 (ไขมันปลา เมล็ดเฟล็กซีด ฯลฯ) รวมทั้งโปรตีนที่ดี (ปลา ไข่ขาว ถั่วและธัญพืชต่างๆ) และที่สำคัญควรรับประทานพืชผักผลไม้ที่ไม่หวานจัด เพื่อได้รับใยอาหารให้เพียงพอ ตามหลักการที่เรียกว่า “Plant-Centric Ketogenic Diet” เพื่อลดผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจาก Ketogenic Diet ทั่วไป และไม่ควรใช้เป็นเวลานาน
ส่วนรูปแบบการควบคุมน้ำหนักโดยการอดอาหารเป็นช่วงเวลา หรือ IF นั้น ช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่ไม่ควรอดมากเกินจนร่างกายเกิดภาวะเครียด และขาดสารอาหาร สูตรที่นิยม 16/8 คือ การอดอาหารเป็นเวลา 16 ชั่วโมง ช่วงเวลากินอาหาร 8 ชั่วโมง (08.00-16.00 น.) ช่วงอด สามารถดื่มน้ำเปล่า ชากาแฟดำ ได้และช่วงที่กินควรกินอาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy Balance Diet)เพื่อการลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดี ไม่มีผลข้างเคียง
.jpg)
อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักที่ดีนั้นนอกจากการควบคุมอาหารแล้ว ควรออกกำลังกายเป็นประจำ ร่วมกับพักผ่อนให้เพียงพอ สำหรับท่านที่สนใจเรียนรู้วิธีการลดน้ำหนักแบบบูรณาการเพิ่มเติม มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ร่วมกับ ชมรมโภชนวิทยามหิดล จะเปิดคอร์สอบรม “การลดน้ำหนักแบบบูรณาการสู่การปฏิบัติได้จริง” โดยผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ผศ.ดร.เอกราชบำรุงพืชน์, รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่,นพ.เสฎฐวุฒิ งามเมธิชัยวงศ์, นพ.วชิระ คุณาธาทร, รศ.ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี และ อาจารย์ ดร.สุเมธคันชิง เป็นต้น ในวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2562 ผู้สนใจดูรายละเอียดและลงทะเบียนเรียนได้ที่ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือ 085-8250222
