‘โฟลิกแอซิด’วิตามินวิเศษ กับสิทธิที่ผู้หญิงไทยควรได้รับ ลดปัญหาความพิการแต่กำเนิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457007

‘โฟลิกแอซิด’วิตามินวิเศษ กับสิทธิที่ผู้หญิงไทยควรได้รับ ลดปัญหาความพิการแต่กำเนิด

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ความพิการแต่กำเนิด” เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยส่วนหนึ่งมักเกิดจากพันธุกรรม ซึ่งเป็นพันธุกรรมของบรรพบุรุษที่อาจจะไม่ใช่พ่อแม่โดยตรงเสมอไป ปัจจุบัน“ปัญหาความพิการแต่กำเนิด” ทวีความรุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้าง ในแต่ละปีมีเด็กพิการรุนแรงแต่แรกเกิด ถึงร้อยละ 4 อาทิ โรคหัวใจพิการ ผนังกั้นหัวใจรั่ว ปากแหว่งเพดานโหว่ ผนังหน้าท้องไม่ปิด มือเท้าพิการ และอวัยวะภายในพิการ ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัว ดังนั้น “โฟลิกแอซิด”นับว่าเป็นวิตามินวิเศษ ที่ช่วยป้องกันทารกพิการแรกเกิดได้ถึง 50%

จากสถิติพบว่า จำนวนเด็กไทยที่มีความพิการแต่กำเนิดมีมากถึงปีละ 30,000 ราย จากจำนวนเด็กแรกเกิดปีละ 800,000 ราย และมีค่าใช้จ่ายทางสุขภาพจากการรักษา 5 โรคพิการแต่กำเนิดสูงถึงปีละ 1 พันล้านบาท ทำให้การป้องกันไม่ให้เกิดความพิการแต่กำเนิดในเด็กจึงเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องตระหนักรู้ และให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะ “แม่ผู้ให้กำเนิด”

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงสาธารณสุขสมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิด (ประเทศไทย) และ ชมรมเวชพันธุศาสตร์กุมารแห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมวิชาการประจำปี 2562 ครั้งที่ 10 “National Forum on Birth Defects and Disabilities” ณ ห้องคริสตัลบอลรูม โรงแรมตวันนา เพื่อกระตุ้นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง อาทิ กุมารแพทย์, สูติแพทย์, แพทย์สาขาทารกแรกเกิด, แพทย์สาขาเวชพันธุศาสตร์, พยาบาล และบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข ให้มีความสนใจและตระหนักถึงบทบาทที่เกี่ยวกับการป้องกันดูแลรักษาทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด รวมทั้งเพื่อเป็นการขับเคลื่อนไปสู่นโยบายการป้องกันดูแลรักษาความพิการแต่กำเนิดระดับชาติต่อไป

นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “การป้องกันความพิการแต่กำเนิด” เน้นย้ำถึงการได้รับวิตามินโฟลิกซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้หญิงไทยควรได้รับ เพื่อลดปัญหาความพิการแต่กำเนิด โดยกล่าวว่า โรคพิการแต่กำเนิดของทารกที่พบมากที่สุด คือ โรคหลอดประสาทไม่ปิด หรือสมองไม่สมบูรณ์, โรคปากแหว่งเพดานโหว่, โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด,แขนขาพิการ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก ซึ่งทารกจะแสดงอาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์,ภาวะไม่มีรูทวารหนัก และกลุ่มอาการดาวน์ หรือ “ดาวน์ซินโดรม”

ทั้งนี้ สาเหตุของความพิการแต่กำเนิดมีหลายประการ เช่น ความผิดปกติของโครโมโซมส่วนใหญ่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นตอนที่มีการปฏิสนธิ หรือการแบ่งตัวของอสุจิ การขาดสารอาหารบางตัวโดยเฉพาะ การไม่ได้รับวิตามินโฟลิก หรือการรับยาบางตัวระหว่างตั้งครรภ์ และสุดท้ายคือการปฏิบัติตนอย่างไม่ถูกต้องของมารดาก็จะทำให้การเจริญเติบโตของเด็กผิดปกติ

“ถึงแม้ว่าความพิการแต่กำเนิด อาจทำให้เด็กมีภาวะตั้งแต่พิการและรุนแรงสุดถึงขั้นเสียชีวิต แต่เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นหรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงได้ คือการดูแลตนเองอย่างถูกต้องด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และให้สารอาหารที่ครบถ้วนเหมาะสมแก่ทารกในครรภ์ รวมถึงการให้วัคซีนแก่มารดาที่กำลังตั้งครรภ์และการลดภาวะปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรรับประทานอาหารที่มีโฟเลต เช่น ไข่แดง ตับ ฯลฯ ที่สำคัญการรับประทานวิตามินโฟลิกวันละ 1 เม็ด ก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน ไปจนถึงหลังตั้งครรภ์ 3 เดือนตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ก็จะสามารถป้องกันโรคพิการแต่กำเนิดของทารกได้ อีกทั้ง ช่วยลดการคลอดก่อนกำหนดและทารกที่คลอดออกมามีน้ำหนักน้อยด้วย โดยวิตามินโฟลิกจะไม่มีผลเสียและไม่ตกค้างในร่างกาย เพราะเป็นวิตามินละลายในน้ำได้ และในแต่ละวันร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะ และหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไปในราคาเม็ดละไม่ถึง 1 บาท หรือสามารถติดต่อขอรับได้ที่หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือเมื่อพบแพทย์ในโรงพยาบาล”

ศ.เกียรติคุณ พญ.พรสวรรค์ วสันต์ นายกสมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิด (ประเทศไทย) และผู้ร่วมอภิปราย

นางฉัตรสุดา กล่าวต่อไปว่า การลดความพิการแต่กำเนิดในเด็กจะประสบผลสำเร็จในเชิงรูปธรรมได้นั้น สังคมไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน สถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาต่างๆรวมถึงภาคประชาสังคมควรส่งต่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้หญิงไทยในการเข้าถึง ก็จะช่วยให้ปัญหาความพิการแต่กำเนิดของเด็กไทยลดน้อยลงได้อย่างยั่งยืน

“ลูกไม่พิการแต่กำเนิด จึงเป็นสิทธิของหญิงไทยที่ควรได้รับการรับรองและคุ้มครองให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพราะความพิการฯ นั้นไม่เพียงแต่จะทำให้เด็กทารกได้รับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจพ่อแม่ หรือคนในครอบครัวย่อมประสบกับความทุกข์ใจอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติที่จะขาดแคลนทรัพยากรบุคคล รวมถึงรัฐต้องแบกรับภาระทางค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาความพิการแต่กำเนิดให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมต่อไปได้อย่างสะดวก ดังนั้น การแก้ปัญหาดังกล่าวภายหลังจึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง และการป้องกันปัญหาอย่างชาญฉลาด จะต้องส่งเสริมให้สตรีตระหนักรู้และเข้าถึงสิทธิในการมีลูกไม่พิการแต่กำเนิดต่างหากจึงจะเป็นหนทางในการจัดการ และรับมือกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน”

ดังนั้น เมื่อนำปัญหาความพิการแต่กำเนิดมาวิเคราะห์ผ่านมุมมองและหลักการสิทธิมนุษยชน นางฉัตรสุดาจันทร์ดียิ่ง กล่าวอีกว่า “ลูกไม่พิการแต่กำเนิด” เป็นสิทธิของหญิงไทยที่ควรได้รับการรับรองและคุ้มครองให้ผู้หญิงไทยทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิดังกล่าว เนื่องจากการมีลูกไม่พิการแต่กำเนิดมีความเกี่ยวข้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งที่บัญญัติไว้ในพันธกรณี และอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับต่างๆ โดยเฉพาะ“อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ”(Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women : CEDAW) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี โดยอนุสัญญาฉบับนี้ ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง โดยในข้อ 11(ฉ) ได้บัญญัติว่า สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยในสภาพการทำงานต่างๆ รวมทั้งการให้ความคุ้มครองในการทำหน้าที่ด้านการมีบุตรสืบพันธุ์

และในข้อ 12.2 ได้บัญญัติว่า รัฐภาคีจะประกันให้สตรีได้รับบริการที่เหมาะสมเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ การคลอดบุตรและระยะหลังคลอดบุตรโดยการให้บริการแบบให้เปล่าเมื่อจำเป็นรวมทั้งการให้โภชนาการที่เพียงพอระหว่างตั้งครรภ์และระยะการให้นมอีกทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม(International Convernt on Economic,Social and Cultural Rights : ICESCR) ซึ่งประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีแห่งกติการะหว่างประเทศฉบับนี้ มีหน้าที่ที่จะต้องเคารพ ปกป้องและส่งเสริมให้บุคคลสามารถเข้าถึงสิทธิดังกล่าวด้วย

Leave a comment