โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : ‘ฮ่องกง’ กับ ‘ร่างทรง’ ของความเป็นชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/460232

news_default

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : ‘ฮ่องกง’ กับ ‘ร่างทรง’ ของความเป็นชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

1.

ภายหลังชัยชนะอย่างถล่มทลายจากการเลือกตั้งท้องถิ่น(สมาชิกสภาเขตฮ่องกง) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน (2019) “โจชัว หว่อง”นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวฮ่องกง ก็ได้ออกมาแปรสัญญาณจากการสนับสนุนของประชาชนต่อการแสดงออกผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาฯ ว่า “ชาวฮ่องกงได้แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนแล้ว และประชาคมโลกควรตระหนักด้วยว่า การประท้วงที่กินเวลายาวนานเกือบ 6 เดือน มิได้ทำให้ประชาชนหันมาต่อต้านผู้ประท้วงแต่อย่างใด”

ถัดจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ต่อมา การชุมนุมใหญ่ของ “ฝ่ายต่อต้านสาธารณรัฐประชาชนจีน” ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ภายใต้เงื่อนไข หนึ่ง การตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบการใช้ความรุนแรงของตำรวจ (ในการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา) และสอง การปฏิรูปทางการเมืองเพื่อเปิดโอกาสให้ชาวฮ่องกงเลือกผู้นำของตัวเองได้อย่างเสรี (ปราศจากอิทธิพลของทางการจีนแทรกแซง) ที่พวกเขานำเสนอต่อ “แคร์รี แลม” (Carrie Lam)ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

แม้ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นเพียงเรื่องการต่อต้าน “กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ที่ถูกพับเก็บไปแล้วก็ตาม แต่นี่คือ “พัฒนาการ” ของ “ความเป็นชาติ” ตามที่พวกเขาเข้าใจ การพยายามที่จะพากันไปให้ถึงตรงจุดนั้นจึงยังลุกโชนอยู่

2.

แล้วในที่สุด “กล่องแพนโดร่า”ก็ถูกเปิดขึ้นมาอย่างแท้จริง เมื่อการปะทะกันของคนในชาติเริ่มเกิดขึ้น ทั้งทางด้าน “ทัศนคติ” และ “การจลาจล” บนข้ออ้างในการรักษา “ความเป็นชาติ”

“การใช้ความรุนแรงในฮ่องกงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อระบบนิติรัฐและวินัยของสังคมอย่างร้ายแรงเป็นการทำลายความก้าวหน้าของประเทศ ท้าทายหลักการ 1 ประเทศ 2 ระบบของรัฐบาลจีนอย่างเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้น การฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของฮ่องกง เป็นภารกิจสำคัญและเร่งด่วนที่สุด

“เราขอยืนยันการสนับสนุนผู้ว่าการฯ เป็นผู้นำรัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงต่อไป และสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึงสถาบันตุลาการในการทำหน้าที่พิจารณาคดีพิพากษาผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย รัฐบาลจีนต้องธำรงไว้ซึ่งอธิปไตย ความมั่นคงที่ไม่แปรเปลี่ยน และคัดค้านการต่อต้านอันแข็งขันเกี่ยวกับการแทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง” นี่คือคำประกาศของประธานาธิบดี “สี จิ้น ผิง” ต่อโลก บนเวที BRICS ที่ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 14 พ.ย. (2019)

3.

“ความเป็นชาติ” ถูกทำให้กลายเป็นตัวประกันในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างหยิบมาใช้ในแง่มุมที่ตัวเองเข้าใจและเปลี่ยนมันให้กลายเป็น “อาวุธ” เพื่อทิ่มแทง “ความเห็นต่าง” ของกันและกัน ให้ตกเป็นเหรียญอีกด้าน หรือ “ปีศาจ” ที่ถูกวาดภาพให้เลวร้าย และท้ายที่สุด “ความเกลียดชัง” ก็จะถูกทำให้กลายเป็น “ความชอบธรรม” ในการทำร้ายคนที่ไม่ใช่พวกของตัวเอง

ถ้าในสถานการณ์ปกติ ประโยคนี้ของ “เฉินหลง” จะไม่กลายเป็นประเด็นของความขัดแย้งเลย แต่กับฮ่องกงในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันไม่ใช่ “ผมเคยเดินทางไปหลายประเทศ ประเทศของเราพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าจะไปที่ไหนผมก็ยังภาคภูมิใจในความเป็นคนจีน ธงชาติจีนได้รับการยอมรับไปทั่วโลก และฮ่องกงคือบ้านเกิดของผม จีนคือประเทศของผม ผมรักประเทศและบ้านเกิด”

ภายหลังการให้สัมภาษณ์ของดาราระดับแม่เหล็กท่านนี้ เสียงชื่นชมและการด่าทอมีมากพอๆ กัน แต่ที่น่ากังวลก็คือ เขากลายเป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชังไปอีกชิ้น เมื่อมีคนไปค้นหาข้อความในอดีตของ “เฉินหลง”ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2009 ว่า “ถ้าคุณมีอิสระมากเกินไป คุณก็จะเป็นเหมือนที่ฮ่องกงเป็นอยู่ตอนนี้คือวุ่นวายมาก ไต้หวันก็วุ่นวาย ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนจีนควรถูกควบคุม” และนี่เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ผู้คนบนเกาะแห่งนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิม

4.

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ได้รายงานการจับกุมวัยรุ่น 5 คน (ชาย 4 หญิง 1) ในข้อหาสมคบคิดทำลายธงประจำชาติ จากเหตุการณ์การประท้วงเมื่อวันที่ 3 ส.ค. (2019)มีพยานให้การว่า เห็นวัยรุ่นกลุ่มนี้“ปลดธงประจำชาติจีน” ที่ถูกชักขึ้นไปอยู่บนยอดเสาธงที่หน้าห้าง Harbour City บริเวณย่านจิมซาจุ่ย ก่อนโยนลงทิ้งทะเลในบริเวณอ่าววิคตอเรีย

แน่นอน เสียงแห่งการประณามและการสรรเสริญดังขึ้นสลับกันไปหลังการรายงานข่าวชิ้นนี้ ตามมาด้วย “ความแตกแยก” ที่ระเบิดขึ้นบนโลกออนไลน์ (บนเกาะฮ่องกง) เมื่อสื่อสารมวลชนของทั้งสองฝ่ายเริ่มปฏิบัติการสร้าง “ผู้ร้าย” และ “คนดี” ทันทีที่มีโอกาส โดยหยิบฉวย “ความเป็นชาติ”ลงมาวางไว้ในมือของทุกคน เพื่อค้นหาคนที่จะมาเป็นมิตร และใครก็ตามที่คิดจะเป็นศัตรู และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ “สงครามของคนในชาติ” ที่ชาวฮ่องกงส่วนหนึ่ง(ที่ไม่ได้เข้าร่วมกับเหตุการณ์เหล่านี้) มีความหวาดกลัว ว่าสักวันมันจะต้องเกิดขึ้น

5.

ถึงตอนนี้แม้การชุมนุมที่ฮ่องกงจะไม่มีทีท่าว่าสงบ แต่ก็วางใจได้ในระดับหนึ่งแล้วว่า หลังการปะทะกันก่อนหน้านี้ ผู้นำการชุมนุมก็พยายามที่จะควบคุมฝูงชนให้อยู่ในการแสดงออกอย่างสันติมากขึ้น เช่นเดียวกับฝ่ายรักษาความปลอดภัยจากทางภาครัฐที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ (จากหลายประเทศ) ก็ถูกกำชับให้ใช้การควบคุมการชุมนุมตามหลักสากล และใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นหลัก

สำหรับ “ทัศนคติ” ของผู้คนที่นั่น แม้จะแตกต่างแต่ก็บรรเทาเบาบาง “ความเกลียดชัง” ลงมาได้บ้าง เมื่อภาพความรุนแรงต่างๆ ที่ถูกนำเสนอ จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมไปถึงตัวเลขอัตราความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ทุกคนต้องได้รับผลกระทบ ได้พยากรณ์ “หายนะของความเป็นชาติ” ในอนาคตออกมาให้ “คนร่วมชาติ” ได้ล่วงรู้กันไปบ้างแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่า “ความเป็นชาติ”ของแต่ละคนจะมีความหมายอย่างไร แต่ในความหมายของตัวมันเองนั้น“ชาติ = ทุกคน” ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะวาดหวังสิ่งใด หรือแตกต่างกันขนาดไหน เพราะมันจะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีใครอยาก “ร่วมชาติ” กับเรา

Leave a comment