#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/462491

ดินแดนบริสุทธิ์ ‘จางเจียเจี้ย’มรดกโลกทางธรรมชาติ
ลมหนาว มักพาให้เราอยากออกเดินทาง และ จางเจียเจี้ย ประเทศจีน เมืองท่องเที่ยวสำคัญที่น่าหลงใหล ก็เป็นอีกจุดหมายปลายทางในอุดมคติของใครหลายๆ คน เชิญชวนให้นักเดินทางเข้ามาสัมผัสและชื่นชมความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น เก็บเกี่ยวความประทับใจของร่องรอยอารยธรรมอันรุ่งโรจน์ที่ยังคงมีลมหายใจนี้
ต้องยอมรับว่าหนังดังที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่และทำลายทุกสถิติบนโลกภาพยนตร์ อย่าง อวตาร (Avatar) สร้างแรงกระเพื่อมให้กับการท่องเที่ยวประเทศจีนอย่างมาก ไม่ใช่เพียงชาวจีนจะรู้สึกตื่นเต้นและภาคภูมิใจกับฉากหุบเขาและภูเขาแท่งสูงเสียดฟ้าประจันหน้าเมฆหมอก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ฉากสำคัญในภาพยนตร์เท่านั้น แต่ความงดงามสุดอัศจรรย์ยังเชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก เดินทางมายัง “จางเจียเจี้ย” ดินแดนบริสุทธิ์ มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของจีน
การเดินทางไป จางเจียเจี้ย นั้นง่ายดายดั่งใจนึก เพราะสายการบินไทยสมายล์ให้บริการบินตรงจากสุวรรณภูมิไปยังสนามบินฉางซาถึง 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (จันทร์/พุธ/ศุกร์/อาทิตย์) หลังจากได้รับความสะดวกสบายจากบริการแบบฟูลเซอร์วิสบนเครื่อง ด้วยระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงสนามบินฉางซา เตรียมตัวออกจากสนามบินฉางซาแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด สัมผัสกับอากาศเย็นและลมหนาวของมณฑลหูหนานให้เต็มที่ จากนั้นเดินทางต่อไปเมืองจางเจียเจี้ยด้วยรถบัส ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็จะเข้าใกล้จุดหมายที่ตั้งใจไว้แล้ว
สไตล์การท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้เมื่อมาถึงจางเจียเจี้ย คือการเดินทางแบบ “Snap the Nature” เปิดประสาทสัมผัสทุกส่วนให้พร้อมชื่นชม “สวรรค์บนดิน” เริ่มกันที่ เขาเทียนจื่อซาน หรือที่เรียกกันว่า หุบเขาอวตาร หรือ ขุนเขาจักรพรรดิ ชวนให้นักเดินทางกดชัตเตอร์รัวๆ กับภูเขาหินทรายรูปร่างแปลกตามากกว่า 3,000 ยอดสูงเกือบหนึ่งกิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล อายุเก่าแก่กว่า 380 ล้านปี ต่อด้วยสถานที่ไฮไลท์ ถ้ำเทียนเหมินซาน หรือที่คนไทยรู้จักกันดีว่า ถ้ำประตูสวรรค์ ผลงานเนรมิตของธรรมชาติเกิดเป็นซุ้มประตูหรือช่องกว้างใหญ่ระหว่างภูเขา บวกกับบรรยากาศรายล้อมที่สวยงามตราตรึง ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนกำลังก้าวย่างอยู่ในสวรรค์จริงๆ
หากมาถึงอุทยานเขาเทียนเหมินซานแล้ว ก็ต้องแวะเที่ยวสไตล์ “Follow the Most” ด้วยการขึ้นบันไดเลื่อนยาวที่สุดในโลกกว่า 5 กิโลเมตร ระหว่างทางไป-กลับ ถ้ำเทียนเหมินซาน หรือจะเก็บระยะแนวดิ่งด้วยการขึ้นลิฟต์เพื่อชมวิวยอดเขา ซึ่งลิฟต์นี้ได้ชื่อว่าเป็นลิฟต์นอกอาคารที่สูงและเร็วที่สุดในโลก มีความสูงถึง 326 เมตร เพิ่มความตื่นตาตื่นใจด้วยการเดินเล่นบนสะพานแก้วข้ามหุบเขาที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาวกว่า 430 เมตรและสูงจากพื้นดินถึง 300 เมตร แต่ถ้ายังต้องการให้ชีพจรเต้นเร็วขึ้นอีกนิด แนะนำให้เดินไปยัง ระเบียงผันหลงหยา ระเบียงกระจกริมหน้าผายาวกว่า 60 เมตร
ไม่ใช่แค่คนรักธรรมชาติเท่านั้น จางเจียเจี้ย ยังเหมาะสำหรับกลุ่มฮิปสเตอร์และแฟชั่นนิสต้า กับสไตล์การท่องเที่ยวแบบ “Feel the Past” ซึมซับบรรยากาศเมืองที่สร้างขึ้นในราชวงศ์ถัง อย่าง เมืองโบราณเฟิ่งหวง เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุทรงคุณค่า ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงและชิง เดินชิลชมเมืองได้เรื่อยๆ บนถนนที่ปูด้วยหินสีเขียวกว่า 20 สาย ส่วนฉากหลังบ้านเรือนเรียงรายอยู่สองฝั่งถนน ซึ่งปัจจุบันดัดแปลงเป็นร้านค้าขายของที่ระลึกและอาหารท้องถิ่นให้กับบรรดานักท่องเที่ยว ซึ่งจุดไฮไลต์ของเหล่าช่างภาพมักอยู่กันที่สะพานสายรุ้งอันเก่าแก่ และหากมีโอกาสล่องเรือในแม่น้ำถัวเจียงด้วยแล้ว รับรองว่าการเดินทางครั้งนี้จะพิเศษกว่าครั้งไหนๆ
นอกจากนี้ จางเจียเจี้ย ยังสามารถเที่ยวแบบ “Touch the Art” เพราะเป็นดินแดนศิลปะที่นักท่องเที่ยวมักเข้ามาเก็บเกี่ยวความงดงาม ทั้งศิลปะที่บรรเลงโดยธรรมชาติ อาทิ ภาพเขียนสิบลี้ วิวธรรมชาติซึ่งเกิดจากแนวช่องแคบของทิวเขาเทียนจื่อซาน ประกอบด้วยยอดเขารูปร่างแปลกพิสดารกว่า 200 ยอดสลับซับซ้อนกันไป โดยมีลำธารเล็กๆ ไหลผ่านตามแนวทิวเขาคดเคี้ยว เกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงามราวกับภาพเขียนพู่กันจีน ภายในอุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน
หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มสตาร์ทเมื่อไร จางเจียเจี้ย จุดหมายหนึ่งที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี หากเลือกเดินทางในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ นักท่องเที่ยวก็จะได้รับประสบการณ์จากลมหนาวที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 4 องศาเซลเซียส หรืออาจจะต่ำกว่านั้น เมื่ออยู่บนที่สูงหรือขึ้นสู่ยอดเขา ซึ่งในเดือนมกราคม จะเป็นช่วงหนาวที่สุดของปีด้วยแล้ว ก็จะมีโอกาสได้ชื่นชมทิวทัศน์ธรรมชาติของภูเขาในมุมที่แปลกตาออกไป เพราะยอดเขาเหล่านั้นจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะนั่นเอง
