‘ณัฏฐพล’ ลงพื้นที่อีอีซี หารือผู้บริหารศธ.-ภาคเอกชน เดินหน้าพัฒนากำลังคนตอบสนองการลงทุนในประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513878

'ณัฏฐพล'ลงพื้นที่อีอีซี หารือผู้บริหารศธ.-ภาคเอกชน เดินหน้าพัฒนากำลังคนตอบสนองการลงทุนในประเทศ

‘ณัฏฐพล’ลงพื้นที่อีอีซี หารือผู้บริหารศธ.-ภาคเอกชน เดินหน้าพัฒนากำลังคนตอบสนองการลงทุนในประเทศ

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.01 น.

“ณัฏฐพล” ลงพื้นที่อีอีซี หารือผู้บริหารศธ.-ภาคเอกชน เดินหน้าพัฒนากำลังคนตอบสนองการลงทุนในประเทศ

24 สิงหาคม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึษาธิการ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ นอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2563 ณ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) ระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค.2563 โดยในวันนี้ นายณัฏฐพล ได้ร่วมประชุมติดตามการดำเนินงานตามนโยบายในด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และประชุมหารือระหว่างผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ กับคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC+HDC)  ที่หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี 

นายณัฏฐพล กล่าวตอนหนึ่ง ว่า อีอีซี จะเป็นตัวขับเคลื่อนพัฒนาธุรกิจของไทย และตนอยากให้อีอีซีเป็นตัวอย่างในการพัฒนาพื้นที่อื่นๆในอนาคตด้วย เรามีทฤษฎีที่ยอดเยี่ยม แต่การปฏิบัติอาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรืออาจจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณที่สนับสนุน เช่น การประมาณความต้องการกำลังคนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตอีอีซี ปี 2562-2566 มีประมาณ 475,668 อัตรา ซึ่งตนเชื่อว่าความต้องการกำลังของอีอีซีนั้นมีมากกว่านี้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน มาพูดคุยกันว่าถ้าจะพัฒนาอะไรบ้างในพื้นที่อีอีซี จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะสำเร็จ ตนในฐานะผู้บริหารประเทศก็อยากเห็นและพร้อมจะนำเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลด้านเศรษฐกิจ พิจารณาและพัฒนาอีอีซีต่อไป 

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า การพัฒนาอีอีซีของประเทศที่ทำกันอยู่ในขณะนี้ตนมองว่ายังทำไม่ถึง 10% จากศักยภาพที่เรามีอยู่ ดังนั้น จึงอยากให้ภาค รัฐ เอกชน ประชาชน ภาคสังคมมาร่วมมือกันเพื่อพัฒนาต่อไป ซึ่งในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ตนเห็นความเปราะบางของการศึกษา เพราะต้องเรียนออนไลน์ ออนดีมานด์แทนเรียนที่โรงเรียน จึงพบว่าผู้เรียนไม่มีความพร้อม ดังนั้น ถ้าเราใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการพัฒนาผู้เรียนด้วย นอกจากนี้  ตนยังเห็นว่าท่ามกลางการแพร่ระบาดโควิด-19 ระบบสาธารณสุขของไทยเรามีความเข้มแข็งมาก ซึ่งระบบสาธารณสุขก็มาจากระบบการศึกษาของเราเองที่สามารถรับมือได้อย่างดีมาก

“ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขนั้นได้จากการศึกษาที่ดีของเราเอง เพราะระบบสาธารณสุขของไทยดึงดูดคนเก่งเข้ามาเรียน ดังนั้น การที่เราจะพัฒนาวิชาชีพอื่น ๆจึงต้องดึงดูดคนเก่งเข้ามาเรียนด้วย  อย่างวันนี้ผมตัดสินใจไม่ส่งลูกไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ และอเมริกา เพราะผมไม่มั่นใจในความปลอดภัยและไม่มั่นใจระบบสาธารณสุขของเขา เพราะถ้าเกิดอะไรหมอที่นั่นจะช่วยเขาได้หรือไม่ก็ไม่รู้ อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับเรื่องต่างๆ ของเราเองด้วย เช่น การเรียนอาชีวะในปัจจุบัน อุปกรณ์ 75% ยังล้าสมัยอยู่  ดังนั้น เราต้องเอาความจริงมาพูด เราต้องปรับหลักสูตร ปลดล็อค ปรับเปลี่ยน และเปิดกว้างต่างๆ เพื่อที่จะสามารถพัฒนาต่อยอดต่อไป โดยเราเริ่มจากเขต อีอีซี แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการเข้ามาแนะนำหลักสูตรด้วย ไม่ใช่แค่รับนักเรียน นักศึกษาเข้าฝึกงานเท่านั้น ดังนั้น หลักสูตรต้องเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ภาคเอกชน และครูต้องมีโอการพัฒนาตนเองด้วย ที่ผ่านมาครูไม่มีโอกาสพัฒนาตนเองตามสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะออกไปพัฒนาตนเองไม่ได้เนื่องจากต้องเก็บรวบรวมชั่วโมงการสอน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ได้เงินเดือน เรื่องเหล่านี้เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ ดังนั้น อยากให้ ผู้อำนายการวิทยาลัย ยกปัญหานี้ออกมาหารือกันอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าถ้าเรามีแผนการพัฒนาและลงมือทำอย่างจริงจังภายใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ พื้นที่อีอีซีจะพัฒนาเห็นผลอย่างแน่นอน และจะกลายเป็นการยกระดับการศึกษาของประเทศได้ด้วย” รมว.ศธ. กล่าว 

นายณัฏฐพล กล่าวต่อ อาจจะเป็นงานหนักสำหรับผู้อำนวยการสถานศึกษาในพื้นที่อีอีซี ปีนี้เป็นปีที่กดดันแน่นอน ผู้อำนายการสถานศึกษาคนใดที่คิดว่าไม่ไหว ไม่ถนัด ก็ขอย้ายได้ ผมขอให้ทุกคนเปิดใจพูดคุยกัน เอาความจริงมาพูด เพื่อจะพัฒนาประเทศต่อไปเราต้องกล้าทำไม่เช่นนั้นโอกาสทองจะหลุดมือไป ถ้าเราไม่ช่วยกันอย่างจริงจังถ้าประเทศไม่ไหวก็ขาดโอกาส ธุกิจก็อาจจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะอนาคตเราฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ ถ้าเราไม่เสริมตรงนี้ให้เขาเราก็จะไปไม่ได้ ดังนั้น เราต้องสู้ ประเทศต้องพัฒนา ไม่อย่างนั้นธุรกิจในประเทศก็จะไปไม่ได้ แม้แต่ลูกของผมก็อาจจะไม่มีงานทำ ประเทศเราพร้อมทุกอย่าง เด็กไทยก็เก่งไม่น้อยกว่าเด็กต่างชาติเพียงแต่เราต้อง  ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง เพื่อพัฒนาการศึกษาไทย จึงอยากจุดประกายให้ทุกคนเห็นความสำคัญว่าทำไมเราถึงต้องรีบพัฒนาตรงนี้และวางแผนสำหรับอนาคตด้วย เพราะการสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งนั้น ต้องใช้เวลา การดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ต้องใช้เวลาปรับตัวเช่นกัน ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน และเตรียมความพร้อมนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมฯ จะเป็นการวางแผนพัฒนาอีอีซีอย่างมั่งคงได้แน่นอน 

และการจัดสรรงบประมาณให้วิทยาลัยต่าง ๆในอนาคตอาจจะต้องดูความเฉพาะทาง แต่ละวิทยาลัยไม่ได้คิดแต่ค่าหัวเพียงอย่างเดียว จะต้องเอานโยบายเป็นหลัก เช่น อยากให้วิทยาลัย เป็นศูนย์ระบบราง วิทยาลัย เป็นศูนย์เม็กคาทรอนิกส์ ต่าง ๆ เราก็ลงทุนตามความเหมาะสม ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเราไม่สามารถกระจายงบฯทำให้ผู้เรียนได้เท่ากันหมด ในขณะเดียวกันคุณภาพไม่ได้ กังนั้น วิทยาลัยจึงต้องยอมรับแนวทางตรงนี้ ตนเชื่อมั่นว่าถ้าหากมีการวางแผนชัดเจนตรงกับเป้าหมายทุกโรงเรียนจะได้งบฯเหมาะสมกับการรับนักเรียนในวิชาชีพต่างๆแน่นอน ส่วนการปรับหลักสูตรถ้ามีความหม่เหมาะสมก็ปรับทั่วประเทศอยู่แล้ว ส่วนพื้นที่ไหนมีความคร่องตัวกว่า ในการปรับหนักสูตรก็ต้องใช้ความเข้าใจและความร่วมมือของครู อาจารย์ด้วย ไม่เช่นนั้นก็ปรับไปแต่สอนได้ไม่ตรงเป้าหมายที่วางไว้ จึงต้องมีแนวทางพัฒนาคุณครู อาจารย์ ซึ่งวันนี้ก็พูกถึงวิธีการแก้ปัญหาแบบรวดเร็วอาจจะเป็นวิธีที่นอกกรอบหน่อย ถ้าหากวางแผนดีๆเพราะเรามีบุคลากรใสเครื่อข่ายอยู่แล้ว และที่ขึ้นบัญชีอยู่ในสาขาใหม่ๆ ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ในระดับหนึ่ง 

จากนั้น นายณัฏฐพล และคณะผู้บริหาร และตัวแทนภาคเอกชนเดินทางไปเยี่ยมชมต้นแบบระบบขนส่งทางรางและการจัดทำความร่วมมือ กับระบบขนส่งทางรางกับภาคเอกชน ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี จังหวัดระยอง 
 

Leave a comment