แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya (naewna.com)

แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya

แหวกฟ้าหาฝัน : Orientalism in Museum d’Art de Catalunya

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Orientalism คือแนวทางศิลปะหรือการศึกษาวัฒนธรรมในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีรากฐานมาจากโลกตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมที่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางตะวันออกกลาง จีน และญี่ปุ่น แนวทางศิลปะนี้เป็นผลมาจากการค้นพบโลกตะวันออกและการที่ยุโรปเรืองอำนาจมากพอที่จะรุกรานแอฟริกาเหนือจนได้เป็นอาณานิคม ร่วมกับจินตนาการของเหล่าศิลปินต่อโลกตะวันออกที่แตกต่างจากโลกตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด Orientalismถูกนำมาผลิตวัตถุทางศิลป์หลายอย่าง อาทิ งานผ้า งานเซรามิก อันเป็นผลแนวทางศิลปะนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่พ่อค้าและคหบดี

ใน Museum d’Art de Catalunya นอกจากมี Maria Fortuny และ AntonioFabres ซึ่งเป็นศิลปินที่ผลิตงานแนว Orientalismแล้ว Francesc Masriera จิตรกรและช่างทองชาว Catalan ก็เป็นศิลปินเด่นอีกผู้หนึ่งที่ชื่นชอบผลิตผลงานแนว Orientalism ด้วย เขาเกิดวันที่ 21 ตุลาคม 1842 ในครอบครัวจิตรกร นักออกแบบและช่างเงิน เขาจึงได้รับการฝึกงานกับบิดาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเขาอายุได้ 13 ปี เขาได้เดินทางไปเจนีวาเพื่อเรียนเทคนิคเขียนภาพบนเครื่องกระเบื้อง ในปี1857 เขาและ Josep Masriera พี่ชายได้เข้าฝึกงานกับ Josep Serra I Porson ศาสตราจารย์ที่ทำงานใน Escola de la Llotja ก่อนเดินทางไปลอนดอนและปารีสในปี 1865 เพื่อทำงานกับ Alexandre Cabanel จิตรกรชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงในการวาดภาพประวัติศาสตร์ ศาสนาและภาพเหมือน

Masriera เปิดห้องภาพของตัวเองในปี 1871 และเข้าร่วมในงานนิทรรศการประจำถิ่นที่ชื่อ Exposicio General Catalanaก่อนย้ายไปอยู่ปารีสในปีต่อมาเพื่อติดต่อกับ Goupil & Cie ตัวแทนขายภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในช่วงเวลานั้น ในปี1878 เขาได้รับรางวัลที่สองในงานประกวดที่ National Exhibition of Fine Arts จากภาพ The Slave ที่ภายหลังถูกพระเจ้า Alfonsoที่ 12 ซื้อไป

หลังจากนั้นเขาก็ได้รับรางวัลอีกหลายครั้ง เช่น เหรียญทองจากงานExposition Universelle เมื่อเขามีชื่อเสียงมากขึ้น ในปี 1882 เขาก็ร่วมกับพี่ชายเปิดห้องภาพบนถนน Bailen โดยสร้างเลียนแบบ Temple of Augustus ณ เขา Taber เพื่อไว้จัดแสดงงานของตัวเองซึ่งต่อมากลายเป็น Cultural Center และได้กลายเป็น TeatreStadium ในปี 1932 ก่อนจะกลายเป็นสำนักแม่ชีในปัจจุบัน นอกจากงานจิตรกรรมแล้ว เขายังเป็นช่างอัญมณีที่ใช้เทคนิคขั้นสูงในการผลิตผลงาน อีกทั้งยังเป็นนักเขียนบทละครและบรรณาธิการนิตยสารอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวจะสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพของศิลปินที่เหนือชั้นอย่างยิ่ง สังเกตได้จากความเหมือนจริงจากช่อดอกไม้ที่วางอยู่บนพื้นและอกเสื้อของหญิงชุดเขียวในภาพ After the BallมือของหญิงในภาพBefore the Ball และผ้าคลุมผมกับสร้อยคอในภาพ In the Presence of the Lord อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกที่ลุ่มลึกจากทรงผมของหญิงที่สวมชุดกิโมโนและลวดลายดอกไม้บนเสื้อผ้าในภาพ Afterthe Ball และสร้อยคอในภาพ In the Presence of the Lord

Leave a comment