#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/549968

ชู‘ถั่งเช่าไหมไทย’คุณภาพความปลอดภัยยืนหนึ่ง
วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.
นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า เพื่อรองรับความนิยมบริโภคของตลาด “ถั่งเช่า” ในประเทศและส่งเสริมรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมช่วงวิกฤติโควิด-19 มอบหมายให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ (ศมม.เชียงใหม่) จัดฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมไทยเพื่อผลิตเป็นถั่งเช่าไหมไทย” ให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านขุนแตะ ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ ต.หนองควาย อ.แม่เหียะ จ.เชียงใหม่ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมไทย เพื่อผลิตเป็นถั่งเช่าไหมไทยแก่เกษตรกรให้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการผลิตถั่งเช่าไหมไทย สร้างรายได้ สร้างอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ โดยดำเนินการภายใต้มาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 และประกาศของคณะกรรมการโรคติดต่อของจังหวัดเชียงใหม่อย่างเคร่งครัด
สำหรับการผลิตถั่งเช่าไหมไทย เป็นความสำเร็จจากการศึกษาวิจัย ระหว่างกรมหม่อนไหมร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เมื่อปี 2556 และได้รับอนุสิทธิบัตรการผลิตถั่งเช่าไหมไทย เมื่อปี 2558 โดยการผลิตถั่งเช่าไหมไทยนั้น นำผลผลิตจากไหม (ดักแด้ไหมไทย)มาเพิ่มมูลค่าโดยแปรรูปเป็นถั่งเช่าเรียกว่าถั่งเช่าไหมไทย เป็นเห็ดที่เจริญบนดักแด้ไหม ประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น อะดีโนซีน (Adenosine) คอร์ไดเซปิน(Cordycepin) และสารหลายชนิด มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพิ่มการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งยังสามารถป้องกันรังสี UVB และช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้
“กรมหม่อนไหมตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน และพิษเรื้อรังในหนู พบว่าสามารถบริโภคด้วยปริมาณ 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนัก นอกจากนี้ การบริโภคต่อเนื่องปริมาณ 1,100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักต่อวัน ไม่มีผลต่อสุขภาพและอวัยวะของหนูที่ทดสอบ ดังนั้น ถั่งเช่าไหมไทยจึงเหมาะต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารป้อนสู่ตลาดผู้รักสุขภาพในอนาคต เป็นรายได้ให้เกษตรกรช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน”นายปราโมทย์ กล่าว
นายปราโมทย์ กล่าวถึงกรณีจะดูว่าถั่งเช่าแท้หรือปลอม ดูได้จากค่าวิเคราะห์คอร์ไดเซปินกับอะดีโนซินเป็นหลัก ซึ่งแหล่งซื้อขายถั่งเช่าในเมืองไทยขณะนี้ส่วนใหญ่ขายถั่งเช่าสีทองและถั่งเช่าหิมะบ้างบางแห่ง โดยจำหน่ายเป็นแคปซูล และชาถั่งเช่า ทั้งนี้ ในไทยมีฟาร์มเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทองอยู่หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่เพาะเลี้ยงบนอาหารอื่นที่ไม่ใช่หนอนไหม หรือดักแด้ไหม เช่น เลี้ยงบนข้าวกล้อง หรือข้าวสาลี หรือข้าวบาร์เลย์ ซึ่งถั่งเช่าที่ผลิตจากดักแด้ไหมนั้น จะราคาสูงกว่าถั่งเช่าที่ผลิตจากอาหารเลี้ยงเชื้อชนิดอื่น
“กรมหม่อนไหมยังพัฒนาการผลิตถั่งเช่า โดยคำนึงถึงกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ความปลอดภัยด้านสุขภาพเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร
รายย่อย เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งอาชีพทางเลือกที่สร้างงานสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปหม่อนไหมที่เป็นเอกลักษณ์แล้วยังสอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการผลิตด้วย” นายปราโมทย์กล่าว
ผู้สนใจสั่งซื้อได้ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ จ.น่าน และโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯบ้านขุนแตะ จ.เชียงใหม่ ซึ่งกรมหม่อนไหมได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิธีการผลิตให้ 2 คือ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ จ.น่าน และโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านขุนแตะ จ.เชียงใหม่ หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม โทรศัพท์ 0-2558-7924-6ต่อ 404 หรือ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ 05-3114-096-7