‘สหรัฐอเมริกา’ ยุค ‘โจ ไบเดน’ พญาอินทรีหวนคืนจัดระเบียบโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549853

‘สหรัฐอเมริกา’ยุค‘โจ ไบเดน’  พญาอินทรีหวนคืนจัดระเบียบโลก

‘สหรัฐอเมริกา’ยุค‘โจ ไบเดน’ พญาอินทรีหวนคืนจัดระเบียบโลก

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 02.00 น.

หากนับจากวันที่ 20 ม.ค. 2564 ซึ่ง สหรัฐอเมริกา มีผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการ เมื่อ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันดังกล่าว ก็ผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์ แต่บรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศยังคงไม่คลายความตึงเครียดลงไปจากสมัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนก่อนหน้าจากพรรครีบพับลิกันแต่อย่างใด โดยเฉพาะการขับเคี่ยวกับ จีน ชาติมหาอำนาจคู่แข่งสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “สหรัฐอเมริกากับอินโด-แปซิฟิกในยุคของโจ ไบเดน” โดยสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง รศ.ดร.สิทธิพล เครือรัฐติกาล ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไล่เลียงเหตุการณ์ที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวใส่กัน ระหว่างวันที่ 20-29 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา

ไล่ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 2564 ขณะที่สหรัฐฯ มีพิธีสาบานตนของโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ จีนก็ออกคำสั่งคว่ำบาตร (Sanction) คณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รวม 28 คนซึ่งบุคคลเหล่านี้จะถูกห้ามเดินทางเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและมาเก๊า รวมถึงห้ามทำธุรกิจในดินแดนดังกล่าวด้วย เป็นการส่งสัญญาณเตือนไบเดนว่า ในช่วง4 ปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของทรัมป์ จีนไม่พอใจสหรัฐฯ และหวังว่าไบเดนจะไม่ทำอะไรแบบเดียวกันนั้นอีก,

วันที่ 22 ม.ค. 2564 จีนออกแนวปฏิบัติให้ทหารที่ดูแลอาณาเขตทางทะเลของจีนสามารถยิงเรือต่างชาติที่ล้ำเข้ามาได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชา, วันที่ 23-24 ม.ค. 2564 มีรายงานว่า จีนส่งเครื่องบินรบเข้าไปเหนือน่านฟ้า ไต้หวัน และสหรัฐฯก็ตอบโต้ด้วยการส่งเรือรบเข้าไปในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ที่จีนถือว่าแป็นอาณาเขตของจีน, วันที่ 25 ม.ค. 2564 ที่มีการประชุม World Economic Forum ทางออนไลน์ สี จิ้น ผิง ผู้นำสูงสุดของจีน เรียกร้องให้สหรัฐฯ ภายใต้การนำของไบเดน หยุดดำเนินนโยบายกับจีนโดยใช้มุมมองแบบสงครามเย็น (Cold War),

วันที่ 27 ม.ค. 2564 กองทัพจีนประกาศซ้อมรบในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ในวันเดียวกัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ชี้แจงว่าแม้สหรัฐฯ อยากร่วมมือกับจีนไม่ว่าเรื่องแก้ไขปัญหาโรคระบาดโควิด-19 หรือโลกร้อน แต่สหรัฐฯ ก็กังวลเรื่องสิทธิมนุษยชน และวันที่ 28 ม.ค. 2564 มีรายงานว่า ไบเดน ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ โยชิฮิเดะ ซูงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ว่า สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนญี่ปุ่นในประเด็นข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู ที่ญี่ปุ่นมีปัญหาอยู่กับจีน และมีรายงานอีกว่า ญี่ปุ่นพร้อมช่วยฟิลิปปินส์ที่มีข้อพิพาทด้านอาณาเขตทะเลจีนใต้กับจีน

ดังนั้นแล้ว “4 ปีของสหรัฐฯ ยุคไบเดน คงดุเดือดพอสมควร แม้วิธีการตอบโต้จีนจะไม่ออกแนวนักเลงแบบยุคของทรัมป์ก็ตาม” แต่อีกด้านหนึ่งสี จิ้น ผิง ก็ต้องแสดงความเป็นผู้นำเช่นกัน เพื่อให้สามารถดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้อีกสมัย เพราะจะมีการประชุมใหญ่ของพรรคในปี 2565 ซึ่งหาก สี จิ้น ผิง ยังได้ตำรงตำแหน่งต่อไป ก็จะมากกว่าธรรมเนียมเดิมที่ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคจะอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 10 ปีเท่านั้น

ขณะที่ ผศ. ดร.จิตติภัทร พูนขำอาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวถึงบทความ Why America Must Lead Again ซึ่ง ไบเดน เคยเขียนเผยแพร่ทางนิตยสาร Foreign Affairs เมื่อช่วงต้นปี 2563 ว่า บทความดังกล่าวสะท้อนตัวตนของไบเดน นับตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นคณะกรรมาธิการการต่างประเทศประจำวุฒิสภา รวมถึงเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี

โดยบทความนี้มีแง่มุมที่น่าสนใจ1.การฟื้นฟูประชาธิปไตยภายในประเทศพร้อมไปกับส่งเสริมพันธมิตรระหว่างประเทศบนพื้นฐานคุณค่าเสรีประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน 2.ออกแบบนโยบายต่างประเทศสำหรับชนชั้นกลาง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ชาวอเมริกันประสบความสำเร็จในระบบเศรษฐกิจโลก แม้ด้านหนึ่งจะออกนโยบายสนับสนุนให้ชาวอเมริกันซื้อสินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ แต่อีกด้านหนึ่งก็พาสหรัฐฯ ไปเป็นผู้นำในการออกแบบและรักษาสถาบันองค์การระหว่างประเทศ เพื่อให้สหรัฐฯ มีบทบาทนำชัดเจนขึ้น

3.สหรัฐฯ ต้องทวงตำแหน่งหัวโต๊ะในการเจรจาระหว่างประเทศและการจัดระเบียบโลกในมิติต่างๆ พร้อมกับทำงานร่วมกับหุ้นส่วนพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ในการรับมือกับภัยคุกคาม เช่น โลกร้อน การระบาดของไวรัสโควิด-19 บทสรุปของบทความนี้อาจเรียกว่าเป็น “หลักนิยมไบเดน (Biden Doctrine)” ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ จะกลับมาเป็นผู้นำของโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นการนำแบบอาศัยพันธมิตรมากขึ้น อนึ่ง การที่ไบเดนให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน อาจกระทบผลประโยชน์ของจีน รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยม

“ความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศ อันดับที่หนึ่งเลยคือสหรัฐฯ ยังจะพยายามเป็นมหาอำนาจนำของโลกในการจัดระเบียบ โดยการใช้พหุภาคีและระบบพันธมิตร สหรัฐฯ ต้องธำรงรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ได้ ไม่ให้จีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจนำในการจัดระเบียบโลกที่ไม่เป็นเสรีนิยม ผมคิดว่าแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติซึ่งคงจะออกมาในเร็วๆ นี้ ก็จะเป็นไป
ในทิศทางนั้น สองคือท่าทีต่อจีนถ้าเราวิเคราะห์จากสุนทรพจน์ของไบเดน วิเคราะห์จากทีมที่ปรึกษาของไบเดน ทุกฝ่ายต่างบอกว่าจีนเป็น Strategic Competitor (คู่แข่งทางยุทธศาสตร์)

สิ่งนี้อยากย้ำว่ามันเป็นฉันทามติของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ แล้วก็ระบบการเมืองของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่มองจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ ฉะนั้นอันนี้ผมคิดว่าคงจะเป็นแบบนี้ไปอีกสักพักหนึ่งแต่มันก็จะมีกลุ่มจำนวนหนึ่งที่มองว่าจีนไม่ใช่แค่คู่แข่งทางยุทธศาสตร์ แต่เป็นภัยคุกคามที่จะยิ่งใหญ่มากที่สุดต่อสหรัฐฯโดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงด้านกลาโหมของสหรัฐฯ” ผศ.ดร.จิตติภัทร ระบุ

ผศ.ดร.จิตติภัทร ยังกล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้มีกรณีอดีตประธานคณะเสนาธิการทหารของสหรัฐฯ เคยกล่าวว่า จีนจะกลายแป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุด (Greatest Treat) ของสหรัฐฯ ภายในปี 2568 เมื่อจีนสามารถพัฒนาขีดความสามารถทางการทหารขึ้นมาอย่างเต็มที่ ซึ่งวาทกรรมนี้ก็จะอยู่กับผู้กำหนดนโยบายที่ใกล้ชิดกับไบเดน ดังนั้นคาดว่าจะเห็นความขัดแย้งและตึงเครียดใน 3 ระนาบใหญ่ๆ คือ

1.สงครามการค้า (Trade War) ยังดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่งพร้อมกับสร้างกระบวนการเจรจากับจีน ซึ่งหลายครั้งไบเดนก็ให้ความเห็นไม่ต่างจากทรัมป์ เช่น จีนให้การสนับสนุนบริษัทของจีนอย่างไม่เป็นธรรม หรือจีนขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ 2.สงครามเทคโนโลยี (Tech War) ตัวแปรสำคัญอยู่ที่ใครจะได้ครอบครองเทคโนโลยีหรือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในด้านนี้ คือชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งปัจจุบันจีนยังไม่สามารถผลิตชิปขนาดเล็กได้ แต่ดินแดนที่โดดเด่นเรื่องนี้ที่สุดคือไต้หวัน ที่ผ่านมาผลิตส่งออกให้กับบริษัทชั้นนำทั่วโลก

ดังนั้นไต้หวันจึงมีความสำคัญกับจีนไม่เพียงเรื่องนโยบายจีนเดียว แต่ยังรวมถึงเรื่องการผลิตชิปด้วย และ 3.สงครามคุณค่า (Value War) ซึ่งไบเดนและคณะให้ความสำคัญอย่างชัดเจน และจะนำไปสู่การเผชิญหน้าของ 2 ระเบียบ เช่น แสดงท่าทีเห็นด้วยกับกรณีที่ ไมค์ ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ เรียกนโยบายในเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีนโดยใช้คำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) หรือใช้กลไกการประชุมในกลุ่มประเทศประชาธิปไตย (Summit Democracy) ที่อาจนำไปสู่ความร่วมมือด้านอื่นๆ เช่น ข่าวกรอง

ด้าน ทรงศัก สายเชื้อ อดีตอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิก กล่าวว่า นโยบายของไบเดนแตกต่างจากทรัมป์อย่างมาก โดยไบเดนจะพาสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ภาคีระหว่างประเทศ เช่น ความตกลงปารีส (Paris Agreement) องค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงรับฟังชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ มากขึ้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เห็นได้จากการตั้งคณะที่ปรึกษาที่หลายท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิภาคนี้

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐฯ เริ่มเจรจากับบรรดาพันธมิตร 3 กลุ่ม 1.ประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ตลอดจนประเทศที่เข้าร่วมสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) 2.ประเทศอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาต่างๆ ซึ่งหลายประเทศอยู่ในทวีปเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ไทย และ 3.ประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือ คือแคนาดากับเม็กซิโก ซึ่งอยู่ร่วมกับสหรัฐฯ ในเขตการค้าเสรี USMCA

อนึ่ง รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของไบเดน จะยังคงแข่งขันอย่างเข้มข้นทั้งด้านเทคโนโลยีและการค้ากับจีนต่อไป แต่การกดดันจะหันไปใช้องค์การการค้าโลก (WTO) และพันธมิตรมากขึ้นขณะเดียวกันต้องติดตามดูกันต่อไปว่านโยบายกีดกันทางภาษีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยุคทรัมป์ดำเนินการกับจีนจะผ่อนคลายลงอย่างไร และการเจรจาการค้าของทั้ง 2 ประเทศจะเป็นอย่างไร รวมถึงการคว่ำบาตรบริษัทของจีนโดยรัฐบาลสหรัฐฯในยุคของทรัมป์ วันนี้ ไบเดน ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

ส่วนการเข้าร่วมข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแปซิฟิก (CPTPP) พรรคเดโมแครต ต้นสังกัดของไบเดน ให้ความสำคัญกับประเด็นแรงงาน สิ่งแวดล้อม ค่าเงินกฎระเบียบด้านดิจิทัล นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคในลักษณะเดียวกับที่จีนทำ รวมถึงสหรัฐฯ อาจร่วมมือกับ ญี่ปุ่น ดึงพันธมิตรอื่นๆ ของสหรัฐฯ เช่น อังกฤษ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เข้าร่วม CPTPP ด้วย

“สหรัฐฯ กลับเข้าสู่ Strategic Line (สายกลยุทธ์) คือให้ความสำคัญกับพันธมิตรสนธิสัญญา ซึ่งในสมัยทรัมป์ไมได้สนใจ เอาผลประโยชน์เฉพาะหน้าทางเศรษฐกิจเรื่องการค้าเป็นหลัก เรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะเห็นว่าทรัมป์จะสนใจเวียดนาม สนใจสิงคโปร์ แต่ขณะนี้กลุ่มแรกมีไทยกับฟิลิปปินส์ด้วย เพราะฉะนั้นไทยกลับเข้ามาสู่ Radar Stream (ความสนใจ) ของนโยบายต่างประเทศภายใต้สิ่งที่ผมเรียกว่า Main Stream Strategic Line (สายกลยุทธ์กระแสหลัก) ของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และรวมทั้งต่อภูมิภาคเอเชียด้วย” ทรงศัก กล่าว

ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า ปัญหาแรกที่ ไบเดน ในฐานะประธานาธิบดี ต้องแก้ไขให้สำเร็จก่อนคือวิกฤติไวรัสโควิด-19ในสหรัฐฯ ซึ่งหากทำได้นอกจากจะเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจในบ้านตนเองแล้ว ยังจะทำให้ชาวโลกเห็นถึงการกลับมาเป็นผู้นำของสหรัฐฯ อีกครั้งด้วย ส่วนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก แม้วิธีการของไบเดนจะต่างกับทรัมป์ แต่เป้าหมายไม่ต่างกันมากนัก และเอาเข้าจริงๆ แล้วสิ่งที่ทรัมป์ทำก็ต่อเนื่องมาจากสมัยประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่วางยุทธศาสตร์สกัดกั้นจีนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมาจากพรรคเดโมแครตเหมือนกัน แต่นโยบายของไบเดนคงไม่เหมือนสมัยโอบามา ที่ถูกมองว่าอ่อนแอเนื่องจากมีการถอนทหารออกจากที่นั่นที่นี่จนทำให้กลุ่มก่อการร้ายได้โอกาสขยายตัว ดังนั้นการเข้าไปมีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นับจากนี้เป็นต้นไป สหรัฐฯ จะต้องตั้งกรอบต่างๆ ไว้ รวมถึงคำว่า “ประชาธิปไตย-เสรีภาพ-สิทธิมนุษยชน” อาจกลายเป็น “ข้อบังคับเบื้องต้น” สำหรับชาติที่อยากมีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ด้วย

“ที่ผ่านมาสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ มันเหมือนเราถูกกดดันให้ต้องเลือกข้าง แต่ ณ เวลานี้ ถ้าประเทศไทยเราจะต้องติดต่อกับสหรัฐอเมริกา ในการวางตัวของเราก็ยังคงต้องระมัดระวังในการที่เข้าหาเขา ตอนนี้เราในช่วง
4 ปีที่ผ่านมาเราก็เข้าไปหาจีน นโยบายต่างประเทศของเราก็ค่อยๆ เข้าไปหาจีนพอสมควร มีคนบอกว่าทำยากที่จะต้องวางตัวเป็นกลาง แต่ถ้าเราเล่น
ในลักษณะของการไม่ได้เข้าไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับไทยเรา หรือแม้แต่ในกรณีที่เราต้องทำตัวให้เป็นลักษณะที่ไม่ต้องถูกกดดันด้วยการใช้อิทธิพลของทั้ง 2 ฝั่ง เป็นสิ่งที่ประเทศไทยเราจะต้องมาคุยในส่วนนี้” ผศ.ดร.ประพีร์ กล่าว

อาเซียนกับการลดอุณหภูมิการเมืองโลก : รศ.ดร.สิทธิพล เครือรัฐติกาล ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ว่า น่าจะได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของมหาอำนาจทั้ง 2 แต่ก็อาจเป็นโอกาสที่ดีได้เช่นกัน เพราะอาเซียนสามารถเป็นคนกลางเปิดพื้นที่ให้มีการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดได้ เพราะในขณะที่มองไปทางอื่นจะหาใครมาเป็นคนกลางค่อนข้างยาก

เช่น ญี่ปุ่น มีภาพลักษณ์ว่าอยู่ข้างสหรัฐฯ หากรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อลดความตึงเครียดจีนคงไม่ไปร่วมประชุมด้วย ส่วน อินเดีย ก็มีปัญหาเขตแดนกับจีนอยู่เป็นระยะๆ และทุกวันนี้อาเซียนก็มีการจัดประชุมที่มีประเทศเข้าร่วมมากไปกว่า 10 ชาติหลักแล้ว นอกจากนี้ หากนับเฉพาะชาติอาเซียนด้วยกัน ไทยก็มีความได้เปรียบอยู่พอสมควร ด้วยความที่ไม่ได้มีข้อพิพาทกับจีนเรื่องทะเลจีนใต้ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งจีนและสหรัฐฯ

“เป็นโอกาสที่ดีของอาเซียนและสำหรับไทย เราควรจะคว้าโอกาสอันนี้ไว้ แล้วเราจะสามารถแสดงความเป็นผู้นำได้ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยหรืออาเซียนจะสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่าง ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ แต่อย่างน้อยบทบาทที่สร้างสรรค์ บทบาทในการเป็นตัวกลางที่เวลาเอาคู่ขัดแย้งมาเจอกันอย่างน้อยช่วยลดความตึงครียด ผมคิดว่าเป็น Position (ตำแหน่ง) ที่สำคัญที่อาเซียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยน่าจะไปคว้าไว้” รศ.ดร.สิทธิพล กล่าว

Leave a comment