เคล็ด (ไม่) ลับเสริมเกราะภูมิต้านทานให้แข็งแรงแม้สูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/550171

เคล็ด (ไม่) ลับเสริมเกราะภูมิต้านทานให้แข็งแรงแม้สูงวัย

เคล็ด (ไม่) ลับเสริมเกราะภูมิต้านทานให้แข็งแรงแม้สูงวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเราอายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับไวรัสและการติดเชื้อได้น้อยลงและจำนวนเม็ดเลือดขาวของเราก็ลดลงทำให้ร่างกายรักษาโรคได้ช้าลงเมื่อเราบาดเจ็บหรือเป็นหวัดยิ่งไปกว่านั้น ความเครียดยังมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อร่างกายเมื่อเราอายุมากขึ้นทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เช่น หลับไม่สนิทและรับประทานอาหารได้ไม่ดี ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงในขณะที่วัคซีนต่างๆ ที่เราได้รับ ก็มีประสิทธิภาพน้อยลงในการต่อสู้เชื้อโรคใหม่ที่เราไม่คุ้นเคยในร่างกาย

นอกจากนี้ องค์ประกอบต่างๆ ในร่างกายเรายังเปลี่ยนแปลงไปตามมวลไขมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มวลกล้ามเนื้อที่ไม่รวมไขมันและกระดูกน้อยลงทำให้เรามีโอกาสที่จะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนได้ง่ายขึ้น และทำให้ประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกันของเราลดลงโดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ดี ดร.เดวิด ฮีเบอร์ประธานคณะกรรมการสถาบันโภชนาการเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นแนะว่า หากเราหันมาใส่ใจเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันเสียแต่เนิ่นๆ ตามขั้นตอนต่อไปนี้ ก็จะนำไปสู่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแรงได้เมื่ออายุมากขึ้นและช่วยให้คุณมีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นเมื่อก้าวสู่อายุสูงวัย

เคล็ด (ไม่) ลับเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง

1.เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

โปรตีน ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของเราโดยทำให้ร่างกายผลิตแอนติบอดีที่ป้องกันเราจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย นอกจากนี้ วิตามินเอวิตามินซี และสารพฤกษเคมีหรือไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ซึ่งเป็นสารอาหารที่พบได้ทั่วไปในผักใบเขียวและผลไม้ก็ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของเราให้แข็งแรงได้เช่นกัน

เราไม่ควรละเลยสุขภาพลำไส้และระบบย่อยอาหารเนื่องจากทางเดินอาหารเป็นเส้นทางหลักที่สัมผัสกับสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปและช่วยในการดูดซึมสารอาหารและเพื่อให้ระบบย่อยอาหารมีสุขภาพที่ดีการรับประทานโพรไบโอติกและไฟเบอร์ควบคู่ไปกับมื้ออาหารที่อุดมไปด้วยอาหารจากพืชเช่นผักผลไม้และเมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี จะช่วยปรับสมดุลจำนวน “แบคทีเรียที่ดี”ในลำไส้ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการป้องกันและกำจัดแบคทีเรียที่เป็นอันตรายที่เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร

ที่สำคัญฝึกนิสัยให้รับประทานอาหารได้อย่างสมดุล เราก็จะได้รับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอจากมื้ออาหารในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงและมีสุขภาพดี

2.จัดการความเครียดให้ดีขึ้น

แม้ว่าความเครียดในระดับที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้รักษาป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีแต่ความเครียดที่มากเกินไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด และยังอาจกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล(Cortisol) หรือ “ฮอร์โมนแห่งความเครียด”ซึ่งจะลดการผลิตเซลล์ป้องกันภูมิคุ้มกันของเราที่เรียกว่าลิมโฟไซต์ (lymphocytes)และทำให้เราป่วยได้ง่ายขึ้นเพื่อจัดการความเครียดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราควรนอนหลับให้เพียงพอรับประทานอาหารที่สมดุลออกกำลังกายเป็นประจำและมีไลฟ์สไตล์ที่มีสุขภาพดีและกระฉับกระเฉงแข็งแรง

3.ออกกำลังกายเป็นประจำ

โดยบทความศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปี 2562 ของวารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ(Journal of Sport and Health Science)1พบว่าการออกกำลังกายช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันหมุนเวียนในร่างกายได้มากขึ้นและเร็วขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลลัพธ์ดังกล่าวจะอยู่แค่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้สามารถต่อสู้ป้องกันไวรัสได้อย่างเต็มที่

4.รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

โรคอ้วนหรือการมีน้ำหนักเกินจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะเครียดอยู่ตลอดเวลาและส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันอันเป็นผลมาจากการได้รับการกระตุ้นมากเกินไปทำให้เราเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและอาการทางสุขภาพต่างๆ มากมายได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงโรคหัวใจและโรคเบาหวานหากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างนิสัยที่ดีในการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสมดุล รวมถึงออกกำลังกายอยู่เป็นประจำเราก็จะสามารถดูแลรักษาน้ำหนักของเราให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และช่วยสร้างเสริมสุขภาพภูมิคุ้มกันของเราให้แข็งแรงได้อย่างยืนยาว

Leave a comment