ชาวอังกฤษผู้คิดค้นวัคซีนโควิด ของออกซฟอร์ด-เอสตร้าเซนเนก้า : อาทร จันทวิมล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/550647

ชาวอังกฤษผู้คิดค้นวัคซีนโควิด  ของออกซฟอร์ด-เอสตร้าเซนเนก้า : อาทร จันทวิมล

ชาวอังกฤษผู้คิดค้นวัคซีนโควิด ของออกซฟอร์ด-เอสตร้าเซนเนก้า : อาทร จันทวิมล

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.30 น.

หัวหน้าทีม ผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันโคโรนาไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ของอังกฤษ และบริษัท เอสตร้า เซนเนก้า ของสวีเดน ที่กำลังจะนำมาผลิตในเมืองไทยโดยบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ คือ ศาสตราจารย์ซาราห์  กิลเบิร์ด (Prof Sarah Gilbert)ผู้ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการทำวัคซีนป้องกันโรคเมอรส์มาแล้ว

ดร.ซาราห์  กิลเบิร์ด (Sarah Catherine Gilbert)  เป็นศาสตราจารย์ด้านวัคซีนวิทยาที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทVaccitechดร.กิลเบิร์ดเชี่ยวชาญในการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และเชื้อก่อโรคไวรัสที่เกิดขึ้นใหม่

ดร.กิลเบิร์ด  เกิดที่ เมือง นอร์ทแฮมตัน ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2505 พ่อของเธอทำงานในธุรกิจรองเท้าส่วนแม่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษได้รับปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพจากมหาวิทยาลัยฮัลล์ โดยทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องเชื้อรายีสต์  เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว  เธอได้ทำงานในมูลนิธิวิจัยอุตสาหกรรมเบียร์โดยมีหน้าที่ดูแลยีสต์ในการหมักเบียร์  ต่อมาได้เข้าทำงานที่บริษัทผลิตยา เดลต้า ไบโอฟามาซูติคัลช่วง พ.ศ. 2533 เธอย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เกี่ยวกับโรคมาลาเรีย

พ.ศ. 2547ดร. กิลเบิร์ดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ในสถาบันเจนเนอร์ที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ออกซฟอร์ด  เธอจัดตั้งกลุ่มวิจัยเพื่อสร้างวัคซีนที่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ที่ไม่เหมือนกับวัคซีนที่เคยผลิตมาก่อน เพราะไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันแบบแอนตี้บอดี้  แต่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างทีเซลล์ (T Cell) ที่ ใช้โปรตีนหลัก (nucleoprotein  and matrix protein) ไม่ใช่โปรตีนภายนอกที่อยู่บริเวณเปลือกนอก    

พ.ศ.2557  ดร.กิลเบิร์ด เป็นผู้นำการทดลองวัคซีนอีโบลาครั้งแรก และเมื่อเกิดไวรัสเมอร์ส –หรือโรคทางเดินหายใจในตะวันออกกลางเธอก็ได้เดินทางไปซาอุดีอารเบียเพื่อพัฒนาวัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสโรคเมอร์ส

เมื่อต้นปี 2563 ขณะที่การทดลองวัคซีนโรคเมอร์สของเธอเพิ่งเริ่มต้นที่ประเทศจีนก็เกิดโรคโควิด-19 ขึ้น ทำให้มีคนตายกว่าพันคน  แล้วระบาดไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร    ดร.กิลเบิร์ด จึงคิดว่าอาจใช้แนวทางเดียวกันกับการป้องกันรักษาโรคเมอร์สได้       เธอเริ่มทดลองวัคซีนป้องกันโควิด ของเธอในสัตว์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 และทดลองในมนุษย์ในเดือนเมษายน 2020  โดยสามารถเริ่มผลิตวัคซีนต้นแบบที่ห้องทดลองของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดได้ในเดือน กันยายน 2020 แล้วส่งไปผลิตต่อที่อิตาลีโดยบริษัทแอดเวนท์ Advent ต่อจากนั้นก็ได้ร่วมมือกับบริษัท แอสตร้าเซเนก้า AstraZeneca จากสวีเดน ทำการผลิตวัคซีนจำนวนมาก เธอได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากมูลนิธิบิลและเมลินด้า เกตส์  รัฐบาลนอร์เวย์  อินเดีย  และรัฐบาลอังกฤษ ทำให้งานของเธอดำเนินไปได้

เทคโนโลยีเบื้องหลังการผลิตวัคซีนโควิดของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง   มันถูกสร้างขึ้นจากไวรัสดัดแปลงที่เป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดในลิงชิมแปนซี   โดยมีการกำจัดสารพันธุกรรมออกไปเล็กน้อย  เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อในมนุษย์     แล้วแทรกส่วนของรหัสพันธุกรรมสำหรับ โคโรน่าไวรัสลงไปในช่องว่างรูปแบบของวัคซีนชนิดนี้  ซึ่งมีศัพท์ทางเทคนิคคือวัคซีนเวกเตอร์ไวรัส (viral vector vaccine)

วัคซีนเวกเตอร์ดังกล่าวเจริญเติบโตในเซลล์ของมนุษย์ โดยมีการเพิ่มยีนเพื่อให้อนุภาคของไวรัสเพิ่มจำนวนขึ้น จำนวนหลายพันล้านพันล้านอนุภาค โดยโดยเจริญเติบโตขึ้นในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพแล้วถูกทำให้บริสุทธิ์   คล้ายกับการผลิตน้ำอัดลมโคคาโคล่าตามสูตรลับ    เมื่อคุณรู้ความลับและทำตามก็จะผลิตวัคซีนได้ทุกที่เหมือนกับพ่อครัวที่ทำอาหารตามสูตรของร้าน

ดร.กิลเบิร์ดใช้เพียงไม่กี่สัปดาห์ในการสร้างต้นแบบวัคซีนป้องกันโรคโควิดในห้องปฏิบัติการ จากนั้นวัคซีนชุดแรกก็เข้าสู่สายการผลิตภายในต้นเดือนเมษายน

วัคซีนโควิดที่ออกซฟอร์ด และ แอสตร้าเซนเนก้าพัฒนาขึ้นนั้น สามารถเก็บรักษาและขนส่งในอุณหภูมิตู้เย็นปกติ ไม่เหมือนกับวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ที่ต้องเก็บในความเย็นยิ่งยวด ถึง -70 องศาเซลเซียส

นิตยสารไทมส์ได้นำเรื่องราวเกี่ยวกันพัฒนาวัคซีนของดร.กิลเบิร์ดไปเผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2020  และเธอได้รับยกย่องจากสถานีโทรทัศน์ บีบีซี ให้เป็นหนึ่งในร้อยสตรีที่ทรงอิทธิพลระดับโลก ประจำปี 2020

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2563กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ บริษัทเอสซีจี และบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ได้ร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง ในการผลิตและจัดสรรวัคซีนวิจัยป้องกันโควิด-19 AZD1222 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดโดยจะทำงานร่วมกันเสริมศักยภาพด้านการผลิตของ บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ให้สามารถรองรับการผลิตวัคซีนจำนวนมากเพื่อให้ประเทศไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเท่าเทียมและทันเวลา

บริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ เป็นบริษัทที่มีอุปกรณ์ที่เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับผลิตยารักษาโรคมะเร็งและโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอยู่แล้ว  อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ผลิตวัคซีนAZD1222 เพื่อป้องกันโควิด-19 จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและแอสตร้าเซนเนก้าได้     โดยหลังจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีรวมทั้งขั้นตอนการขออนุญาตจากสำนักงานอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขไทย คาดว่าวัคซีนที่ผลิตชุดแรกจะพร้อมใช้ในกลางปีพ.ศ. 2564 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนดังกล่าวได้สำเร็จเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ มูลนิธิเอสซีจี ได้ร่วมสมทบทุนวิจัยวัคซีนในประเทศไทยเป็นเงิน 100 ล้านบาท

Leave a comment