คุยกัน7วันหน : ญี่ปุ่นอาสานำทัพ จัดระเบียบโลกใหม่หลังโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/555680

คุยกัน7วันหน : ญี่ปุ่นอาสานำทัพ  จัดระเบียบโลกใหม่หลังโควิด-19

คุยกัน7วันหน : ญี่ปุ่นอาสานำทัพ จัดระเบียบโลกใหม่หลังโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 08.30 น.

เป็นที่ทราบกันดีว่า โรคระบาดต่างๆ ในอดีตที่เกิดขึ้นบนโลก ทำให้เปิดการเปลี่ยนแปลงในดุลแห่งอำนาจโลกหลายต่อหลายครั้ง และเป็นที่จับตาว่าหลังการระบาดของโควิด-19 ผ่านพ้นไปดุลแห่งอำนาจนี้จะเป็นไปอย่างไร ในขณะที่ญี่ปุ่นเสนอตัวเป็นผู้นำในการจัดระเบียบโลกใหม่นี้ด้วย

The Straits Times รายงานว่า นายโทชิมิตสุ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น ระบุว่าโลกจำเป็นต้องย้อนมองบทเรียนในอดีตว่าโลกอาจเปลี่ยนไปอย่างไรหลังผ่านพ้นการระบาดของโควิด-19เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้นเกิดโรคระบาดหลายครั้งซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ หรือ paradigm shift ในดุลแห่งอำนาจซึ่งเห็นได้ชัดว่า ดุลแห่งอำนาจโลกกำลังเหวี่ยงอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 จากการแข่งขันในเชิงยุทธศาสตร์ในหลายด้าน เช่น การทหาร เทคโนโลยีการค้า หรือแม้กระทั่งการพัฒนาวัคซีน

รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นแสดงความเห็นดังกล่าวในการประชุม Tokyo Global Dialogue และยังเสนอความตั้งใจของญี่ปุ่นที่จะเป็นผู้นำในการจัดระเบียบโลกใหม่หลังยุคโควิด-19 ด้วย โดยญี่ปุ่นกำลังแสวงหาพันธมิตรที่มีความคิดคล้ายๆ กันในการเดินหน้าจัดระเบียบโลกใหม่ ที่อิงกับกฎกติกาตามสามเสาหลักของยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิก” ไม่ว่าจะเป็นหลักแห่งกฎหมายและเสรีภาพแห่งการเดินเรือ โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ซึ่งผู้สังเกตการณ์มักมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่คานอำนาจจีนที่พยายามสร้างเปลี่ยนจำกัดความใหม่ของสถานะในปัจจุบัน

แต่ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเองก็วางตัวเป็นกลางที่พันธมิตรที่ไม่เคารพกติกา เช่นกัน กรณีล่าสุด คือการวิจารณ์สหภาพยุโรปหลังมีการประกาศว่าจะระงับการส่งออกวัคซีนไปยังนอกกลุ่ม จนกว่ากลุ่มจะได้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่เพียงพอก่อน

บทเรียนจากโรคระบาดในอดีต

โมเตกิกล่าวถึงโรคระบาดสองครั้งในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 6 และ 14 ซึ่งเปลี่ยนแปลงจุดศูนย์ถ่วงแห่งอำนาจจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ไปสู่พื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ส่วนกาฬโรคในช่วงศตวรรษที่ 14 ก็นำมาสู่ขบวนการ Renaissance ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนโฉมในหลายด้านทั้งศิลปะและการเมือง ส่วนที่ญี่ปุ่น การระบาดของโรคฝีดาษในช่วงศตวรรษที่ 8 ซึ่งคร่าชีวิตประชากรไปหนึ่งในสาม ทำให้เกิดการเปลี่ยนดุลอำนาจภายในกลุ่มชนชั้นสูงเช่นกันและนำไปสู่การเกิดของชนชั้นซามูไรและระบบศักดินาโชกุน

จากบทเรียนในอดีตจึงทำให้มองได้ว่า โควิด-19 อาจทำให้ดุลอำนาจโลกเอียงไปทางจีนซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจเดียวของโลกที่เศรษฐกิจเติบโตในปีที่แล้ว โดยโมเตกิระบุว่า หากมหาอำนาจใหม่ประพฤติตามกฎกติกาของสากลและให้ความร่วมมือในการสร้างระเบียบโลกใหม่ โลกหลังยุคโควิด-19 ก็จะกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง

The Straits Times รายงานว่า นโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นนั้น เน้นย้ำกรอบการทำงานแบบพหุภาคี เช่น Quad ซึ่งเป็นกลุ่มภาคี 4 ฝ่ายอันประกอบด้วย สหรัฐฯ ญี่ปุ่นออสเตรเลียและอินเดีย ในการคานอิทธิพลของจีน ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่ม Quad ยังประกาศด้วยว่าจะทำงานใกล้ชิดกับอาเซียนและยุโรปเพื่อผลักดันแนวคิด “อินโด-แปซิฟิก”ขณะเดียวกัน ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้วจนถึงมกราคมปีนี้ โมเตกิได้เดินทางเยือน 6 ชาติ ในทวีปแอฟริกาและ 5 ชาติลาตินอเมริกาเพื่อหารือแนวคิดอินโด-แปซิฟิก โดยเขากล่าวว่ามีจำนวนประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ยอมรับความสำคัญของหลักแห่งกฎหมายและการกระทำที่ต้องอิงกฎกติกาแทนที่การใช้กำลัง

ต้องมาติดตามกันต่อไปว่าความพยายามของญี่ปุ่นที่หวังจะ “งัด” อำนาจกับพี่ใหญ่อย่างจีนจะประสบความสำเร็จหรือไม่

Leave a comment