ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558263

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วมักเป็นหน้าที่ของภาคเอกชนทำการผลิตในลักษณะเป็นธุรกิจ และชาวนาของเขาก็จะไปซื้อมาปลูกกันเกือบทุกปีทั้งนี้เพราะการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้เองจากฤดูก่อน มีความยุ่งยากพอสมควร แต่ตรงกันข้ามกับประเทศไทย เพราะอย่างที่อธิบายไปแล้วว่า เมล็ดพันธุ์ข้าว ชาวนาสามารถเก็บจากผลผลิตฤดูก่อนมาปลูกต่อได้ ยิ่งราคาข้าวเปลือกของไทยเราที่ชาวนาขายได้ไม่ได้แพงมากนัก ชาวนาจึงไม่ค่อยอยากจะเพิ่มเงินลงทุนไปซื้อหาจากภายนอก ลำพังค่าปุ๋ยเคมี ค่าไถ ค่าแรง ก็หนักอยู่แล้ว ถ้าต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ราคากิโลกรัมละ 30 บาท ก็ต้องเสียเงินอีกประมาณไร่ละ 600 บาท เป็นอย่างต่ำ ทำให้ตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวในบ้านเราไม่สดใสขยายตัวเท่าที่ควร เอกชนจึงสนใจทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวน้อย ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเบื้องต้นแน่ละว่าจะต้องดำเนินการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวต่างๆ ให้ออกมาต่อสู้กับพันธุ์ข้าวจากประเทศอื่นๆ ในอันที่จะแข่งขันส่งขายข้าวในตลาดโลก เมื่อได้พันธุ์ข้าวที่ดีและผ่านการรับรองแล้ว ก็จะทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อส่งเสริมชาวนาปลูกต่อไป

เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิต ในทางวิชาการก็จะแบ่งชั้นตามลำดับความเข้มข้นหรือความบริสุทธิ์ของเชื้อพันธุ์ ออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่ 1) พันธุ์คัด 2) พันธุ์หลัก 3) พันธุ์ขยาย
และ 4) พันธุ์จำหน่าย ซึ่งกระบวนการผลิตและการลงทุนย่อมแตกต่างกันมาก จากชนิดเมล็ดพันธุ์ชั้นที่ 1-4 นั้น สำหรับชั้น 1 และ 2 ซึ่งได้แก่ชั้นพันธุ์คัด พันธุ์หลัก มักไม่ค่อยมีภาคเอกชนไทยทำกัน เพราะกระบวนการยุ่งยาก ใช้วิทยาการชั้นสูง รวมทั้งมีต้นทุนสูง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐที่จะต้องรับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งในส่วนของพันธุ์ข้าวส่วนมากรับผิดชอบผลิตโดยกรมการข้าว และด้วยความสำคัญของข้าวที่มีต่อประเทศและสังคมไทยดังที่ทุกคนทราบกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลในยุคปี 2548-2549 ได้คิดฟื้นฟูจัดตั้งกรมการข้าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดังได้เกริ่นกล่าวมาแล้วในตอนต้นๆ

เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ชั้นที่ 2 หรือพันธุ์หลักมาแล้วทีนี้จึงเป็นหน้าที่ของเอกชนที่สนใจจะลงทุนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาย จะเข้ามาซื้อจากทางราชการไปทำการผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่าย เพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรชาวนาซื้อไปปลูกต่อไป ถามว่า ชาวนาเอาเมล็ดพันธุ์คัด พันธุ์ หลักไปปลูกได้เลยหรือไม่ ตอบว่าได้ แต่การกระทำดังนั้นก็เปรียบเสมือนเอารถเบนซ์ไปวิ่งในทุ่งนานั่นแหละครับ เพราะไม่จำเป็นเลยที่จะเอาของดีราคาแพงไปลงทุนเพื่อผลิตข้าวเปลือกขายในราคาที่ไม่สูงพอ ถามต่อไปอีกว่าบริษัทเอกชนจะผลิตเมล็ดพันธุ์คัดพันธุ์หลักด้วยตัวเองได้หรือไม่ ตอบว่าก็ได้อีกนั่นแหละ แต่ต้องเป็นเอกชนรายใหญ่จริงๆ ที่สามารถวิจัยพัฒนาพันธุ์และใช้วิทยาการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นสูง รวมทั้งต้องลงทุนมากอยู่ แต่ถ้าไม่ลงทุนดังกล่าวก็อาจต้องมีการเจรจาเรื่องสิทธิบัตรพันธุ์กับเจ้าของพันธุ์ข้าวเพื่อนำมาทำธุรกิจขยายพันธุ์ต่อด้วย ฉะนั้นโดยทั่วไปวิธีง่ายๆ คือ ซื้อพันธุ์หลักจากกรมการข้าวมาทำการผลิตต่อ หรือแม้แต่อาจได้พันธุ์หลักที่ผลิตโดยส่วนราชการ หรือ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็มี

แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่า การขายเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับประเทศไทยเรานั้น ค่อนข้างมีตลาดจำกัด ชาวนาเฉพาะกลุ่มหัวไวใจสู้ที่ปลูกข้าวเพื่อขายเป็นอาชีพเท่านั้น ที่มักจะเสาะหาเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ๆ มาปลูกอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาที่ปลูกข้าวเพื่อการยังชีพก็มักไม่นิยมที่จะไปซื้อหาเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูก หากแต่เก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตฤดูที่แล้วมาปลูก บางทีซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเกินเวลา 3-4 ปี ตามที่ทางวิชาการแนะนำให้เปลี่ยนเสียบ้าง เลยทำให้ปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านเรา ไม่จูงใจจากภาคเอกชนเท่าที่ควร ก็เลยเป็นที่มาอีกนั่นแหละว่าภาครัฐ โดยกรมการข้าวจึงต้องกระโจนเข้ามาทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่ายด้วย มิฉะนั้น ชาวนาไทยก็คงจะไม่สามารถหาเมล็ดพันธุ์ข้าวดีๆ ใหม่ๆ มาปลูกได้อย่างเพียงพอ สรุปแล้วในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นผู้เล่นที่สำคัญของไทยเราก็คือภาครัฐ เนื่องจากเอกชนมีความสนใจน้อย แต่ก็อีกนั่นแหละ อย่างที่เคยบอกไปข้างต้น บ้านเรามีพื้นที่ปลูกข้าวเยอะ ดังนั้นปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวจึงมากตามไปด้วย ปัญหาจึงยังคงแก้กันไม่หมด คงมาว่าต่อนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

Leave a comment