#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/559536

เวียดนามสู้สงครามโควิด : อาทร จันทวิมล
วันพุธ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.
ประเทศเวียดนามมีประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยศึกสงคราม โดยในช่วง 200 ปีที่ผ่านมามีการรบพุ่งกับสยาม ฝรั่งเศส อเมริกา และการต่อสู้ภายในระหว่าคนเวียดนามด้วยกันเองจนมีคนเวียดนามเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และขณะนี้เวียดนามก็กำลังต่อสู้กสงครามครั้งใหม่กับโรคระบาดโควิด ซึ่งสามารถทำได้ดีจนเป็นที่ยกย่องไปทั่วโลกขณะที่สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อโควิดกว่า 29.65 ล้านคนเสียชีวิต กว่า 5 แสนคนประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ 26,370คน เสียชีวิต85 คน ประเทศเวียดนามที่มีประชากร 97 ล้านคน มีผู้ติดเชื้อ 2501 คนเสียชีวิตเพียง 35 คนเท่านั้น (ข้อมูล7 มี.ค.64)
วิธีการต่อสู้กับโควิดของเวียดนามนั้น ทำอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วจนได้รับผลดีเป็นที่ยกย่องทั่วโลกโดยได้ดำเนินการดังนี้
1.การเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้น (Early Preparedness) ประสบการณ์รับมือกับการระบาดของโรคซาร์ส ใน พ.ศ. 2546 และหวัดนกใน พ.ศ.2547 ทำให้กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามตระหนักถึงภัยร้ายแรงจากโรคระบาด รัฐบาลเวียดนามวางแผนปฏิบัติการตอบโต้กับการระบาดของโควิดตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ โดยนายกรัฐมนตรี เหงียน ชวน ฟุค ติดตามความคืบหน้าเรื่องโควิดด้วยตนเอง และตัดสินใจดำเนินการอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้เชื้อแพร่กระจายไปในวงกว้าง มีการสั่งปิดโรงเรียน ตั้งศูนย์กักตัว ห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ และปิดเมืองดานังเมื่อพบว่ามีการติดเชื้อโควิดมากผิดปกติ
2.การตรวจคัดกรองเพื่อหาผู้ติดเชื้อ (Contract Testing) ในระยะต้นเวียดนามทุ่มเงินซื้อชุดตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 จากเกาหลีใต้กว่า 200,000 ชุด ก่อนที่จะผลิตใช้เองภายในเวลาเพียง 1เดือน โดยมีราคาที่ไม่แพงและให้ผลรวดเร็วใน 1 ชั่วโมงเท่านั้น การตรวจคัดกรองของเวียดนาม ไม่ได้ตรวจในคนทั่วไปจำนวนมากเหมือนหลายประเทศ แต่ตรวจเฉพาะผู้ที่ประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อโควิดเท่านั้น
เมื่อมีข่าวการระบาดของโควิดที่เมืองจีน เวียดนามได้เพิ่มการวัดอุณหภูมิร่างกายในการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เข้ามาในประเทศ จนได้พบผู้ติดเชื้อคนแรกในเวียดนามเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 เป็นชายจีนเดินทางมาจากอู่ฮั่นแล้วนำเชื้อไปติดลูกชายที่อยู่ในเวียดนามทันทีที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อในชุมชนหรือเมืองใดก็ตาม ทางการเวียดนามไม่รอช้าที่จะออกคำสั่งให้ทุกคนในพื้นที่นั้นกักตัวอยู่บ้าน แล้วให้การรักษาฟรีแก่ผู้ติดเชื้อ
3.การตรวจหาและ แยกผู้ติดเชื้อ (isolation and mass PCR screening ) ใครก็ตามที่ตรวจพบว่ามีไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบาก จะต้องแยกตัวออก เพื่อคัดกรองทันที หากยืนยันว่าตรวจพบเชื้อคนในสถานที่หรือยานพาหนะที่อยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อทุกคนจะต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัว 14 วัน ระบบติดตามตัวผู้ติดเชื้อ ผ่านระบบการสื่อสารสมัยใหม่ที่ทำให้ทางการเวียดนามสามารถติดตามตัวผู้ติดเชื้อและผู้สัมผัสใกล้ชิด คือ แอปพลิเคชัน ที่ชื่อ NCOVI พัฒนาโดย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศเวียดนาม ซึ่งนอกจากจะใช้ติดตามอาการและสุขภาพของผู้ติดเชื้อรายวันแล้ว ยังแจ้งตำแหน่งของผู้ติดเชื้อเพื่อชี้เป้าให้สามารถติดตามตัวผู้ติดเชื้อมารักษาได้อย่างทันท่วงที ทั้งยังให้ความรู้ในเรื่องของเทคนิคการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19 ด้วย
4.การปิดชายแดน ปิดเมือง ห้ามคนต่างชาติเข้าเมือง (border closure) ในช่วงเวลาที่การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดกระจายไปทั่วโลก เวียดนามได้ประกาศบังคับใช้มาตรการการกักตัว 14 วัน ทันที สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศทุกคน และออกประกาศยกเลิกเที่ยวบินห้ามนักเดินทางจากต่างประเทศทั้งหมด ในเดือนมีนาคม 2563 ใครก็ตามที่เดินทางถึงเวียดนามและมีอาการของโรคโควิด-19 รวมถึงผู้สัมผัสใกล้ชิดในช่วงเวลาก่อนและหลังติดเชื้อ จะถูกติดตามจากหน่วยงานทางการแพทย์
5.การรณรงค์ให้ชาวเวียดนามป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19 ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเวียดนามใช้สื่อในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำมิวสิควิดีโอที่เมื่อปล่อยออกมาเพียงไม่กี่วันก็มีคนชมเป็นล้านวิว ด้วยเนื้อหา และรูปแบบของการ์ตูนที่จำง่าย ติดหู บอกถึงความสำคัญของการเว้นระยะห่าง ล้างมือ ใส่หน้ากาก และไม่เข้าไปที่มีคนมาก ระดมทุนเพื่อซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นโดยมีผู้บริจาคเงินกว่า 2.1 ล้านคน มีการสร้างแอพพลิเคชั่น “บลูโซน Bluezone”เพื่อแจ้งเตือนเจ้าของโทรศัพท์มือถือ เมื่อเข้าไปใกล้คนติดเชื้อ มีการแต่งเพลง เก็น โค วี่ (อิจฉาโควิด) เพื่อปลุกเร้าประชาชนให้ระวังโควิดและรักษาสุขนิสัย เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด โดยมีผู้เปิดเข้าไปฟังแล้วถึง 70 ล้านครั้ง
การดำเนินการป้องกันโควิดของเวียดนาม เป็นตัวอย่างอันดีที่ประเทศต่างๆทั่วโลกต้องศึกษาและหาทางนำวิธีการที่เหมาะสมนำไปปฏิบัติ เพื่อรักษาสุขภาพและชีวิตของประชาชนของตนต่อไป