สอวช. จับมือ UNEP จัดประชุม CELP Summit 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560954

สอวช. จับมือ UNEP จัดประชุม CELP Summit 2021

สอวช. จับมือ UNEP จัดประชุม CELP Summit 2021

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 17.24 น.

สอวช. จับมือ UNEP จัดประชุม CELP Summit 2021 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนระดับนานาชาติด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เชิญผู้นำภาครัฐ –  ภาคการศึกษา – ภาคเอกชนไทยและต่างชาติ แชร์แนวทางขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติการ เพื่อการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดการประชุม The Circular Economy Leadership & Partnership Summit หรือ CELP Summit 2021 ระหว่างวันที่ 17 – 18 มีนาคม 2564 โดยเป็นงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ สอวช. กับ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อเป็นเวทีสำหรับผู้นำในอุตสาหกรรมที่จะมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนแนวทางด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นเวทีสำหรับนักวิจัยในการจัดลำดับความสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้กำหนดนโยบายเพื่อให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนเพื่อเป็นเวทีที่จะพูดคุยเพื่อสร้างความตระหนักให้พลเมืองของโลกในการปรับพฤติกรรมการบริโภคไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศให้ บีซีจี โมเดล เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ รวมถึงไทยได้ตั้งมั่นเพื่อนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ไม่เพียงแต่ใช้การรีไซเคิลหรือการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่เป็นการขับเคลื่อนการหมุนเวียนที่เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ “Circularity By Design” ซึ่งผลิตภัณฑ์จะต้องถูกออกแบบให้เข้ากับแนวคิด 6R คือ Reuse, Repairs, Refurbish, Remanufacture, Recycle, Recovery ทำให้เกิดขยะน้อยที่สุด และยังนำไปสู่โอกาสสำหรับการพัฒนาให้เกิดธุรกิจแนวใหม่อีกด้วย ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน มีความเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับนโยบาย ระเบียบข้อบังคับ เทคโนโลยี นวัตกรรม รูปแบบธุรกิจ และการเงิน การลงทุน การจัดการประชุมในครั้งนี้จึงได้รวมผู้นำทั้งในไทยและต่างประเทศมาร่วมแบ่งปัน ให้แรงบันดาลใจในการสร้างการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ไปจนถึงระดับโลก เปิดการประชุมด้วยปาฐกถาพิเศษนำเสนอภาพรวมของ บีซีจี โมเดล โดยมุ่งเน้นไปที่กรอบแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนของ UNEP ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ Mr. Mushtaq Memon ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคเพื่อการใช้งานทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในเอเชียและแปซิฟิก, UNEP

ดร.กิติพงค์ กล่าวถึงการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงมาจากเศรษฐกิจชีวภาพ มีหัวใจสำคัญคือการขยายระยะเวลาการใช้งานทรัพยากรให้ได้นานที่สุด ใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ผ่านกระบวนการที่ต่างกันออกไป เช่น การรีไซเคิล, ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน หรือการแบ่งปันกันใช้งาน ซึ่งในปัจจุบันการดำเนินงานตาม บีซีจี โมเดล สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 21% ของ GDP หรือคิดเป็น 3.5 ล้านล้านบาท และมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าให้เป็น 4.5 ล้านล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า

“ในปีที่แล้วเราได้ทำสมุดปกขาวด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปปฏิบัติ ส่วนหนึ่งคือการร่วมกันแก้ไขปัญหาเดิมที่มีอยู่ในเรื่องการจัดการปัญหาขยะ ของเสีย และอีกส่วนหนึ่งคือการสร้างโอกาสในธุรกิจใหม่ สร้างกิจกรรมทางธุรกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ออกแบบโปรแกรมปักหมุดเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยี (CE Anchor Programs) ประกอบด้วย CE Champions สนับสนุนข้อริเริ่มที่มีผลกระทบสูงด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของภาคเอกชน,  CE Platforms พัฒนาช่องทางในการแก้ปัญหา เพื่อรองรับกลุ่มผู้เล่นต่างๆ ที่หลากหลาย, CE R&D ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม, และ CE Citizen สร้างคนและตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียน และในปีนี้จะดำเนินการต่อเนื่องตามโมเดลการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการแลกเปลี่ยนของเสีย/วัสดุเหลือใช้ซึ่งกันและกัน, การขนส่งสินค้าคืนสู่ผู้ผลิตและรีไซเคิล, การหมุนเวียนอาหารเหลือทิ้ง, แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสมาร์ทซิตี้ เป็นต้น” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ด้าน Mr. Mushtaq Memon ให้ข้อมูลว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มการเติบโตของจำนวนประชากร โดยภายในปี 2030 สัดส่วน 2 ใน 3 ของประชากรชนชั้นกลางของโลกจะอาศัยอยู่ในเอเชียแปซิฟิก และจะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นจาก 7 พันล้านคนในปัจจุบันเป็น 9 พันล้านคนภายในปี 2050 ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาของเศรษฐกิจและการค้าระดับโลก การเพิ่มขึ้นของคนชนชั้นกลางยังส่งผลต่อรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไป และการเพิ่มขึ้นของการอุปโภคบริโภคสินค้า เมื่อปริมาณการบริโภคสูงขึ้น จะทำให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากร เกิดความผันผวนของราคาสินค้า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงสร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ทั้งมลภาวะทางน้ำ ทางอากาศ เราจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production: SCP) ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน

“เริ่มจากการเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดการใช้และการบริโภคทรัพยากรทางธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการดำเนินการต้องมีการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ มีกรอบการกำกับดูแล การออกแบบทางภาษีที่เกี่ยวข้อง, ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ในการสนับสนุนด้านการลงทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้, และประชาชนในสังคม ที่ต้องตระหนักในการร่วมกันขับเคลื่อน ร่วมปฏิบัติ สร้างวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมา UNEP ได้จัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อผลักดันในด้านนี้ เช่น การจัดคอร์สสอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน, การจัดเวิร์คช้อปการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะอย่างยั่งยืน, การจัดระบบสัมมนาออนไลน์ด้านนวัตกรรม และสตาร์ทอัพสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น” Mr. Mushtaq กล่าว

ในการประชุมครั้งนี้ยังได้จัดเวทีพูดคุยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนครอบคลุมในหลายหัวข้อร่วมกับตัวแทนผู้นำจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ แพลตฟอร์มระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย, แพลตฟอร์มเศรษฐกิจหมุนเวียนในต่างประเทศ, บทบาทของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ พร้อมกรณีศึกษาในต่างประเทศ ทั้งจากออสเตรเลีย จีน เกาหลี อินเดีย และเนเธอแลนด์ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การนำแนวทางไปปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ความท้าทายในการดำเนินงาน รวมถึงการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและพัฒนาความร่วมมือระดับโลกในบทบาทของรัฐบาล

ต่อเนื่องในวันที่ 2 เป็นการพูดคุยร่วมกับภาคเอกชนที่เป็นผู้นำในระบบนิเวศธุรกิจเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทย เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ครอบคลุมในหลายธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้แก่ สิ่งทอ, การท่องเที่ยว/การบริการ, การเกษตร/อาหาร, บรรจุภัณฑ์ และการก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงโครงการหลักด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของ UNEP ทั้งแพลตฟอร์มการหมุนเวียน แนวโน้มสิ่งแวดล้อมของโลกสำหรับการทำธุรกิจ สนับสนุนการพัฒนาแผน พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจ แนวทางการใช้เทคโนโลยี กลไกขับเคลื่อนเพื่อสร้างเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น

ในช่วงท้ายมีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาของธุรกิจ ที่เน้นบทบาทของเทคโนโลยี นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ ที่พูดถึงบทบาทการสนับสนุนของรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย และภาคเอกชนในการพัฒนาและการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม โมเดลธุรกิจมาใช้ ปิดการประชุมด้วยการพูดคุยถึงเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนกับความยั่งยืนทางการเงิน โดยได้มีการพูดคุยและให้ความสำคัญกับแนวทางการทำงานร่วมกันของภาครัฐและภาคเอกชน ในการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการแก้ปัญหาด้านแหล่งเงินทุน

ดร.กาญจนา วานิชกร รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวปิดท้ายงานประชุมครั้งนี้ว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดระยะเวลาการประชุม 2 วันที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน จากนี้ สอวช. จะสานต่อในเรื่องการทำแพลตฟอร์ม สร้างให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และทำนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย ซึ่งจากการพูดคุยหลายภาคส่วนต้องการนโยบายในการสนับสนุนที่ชัดเจน แต่นอกเหนือจากนโยบายแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ความร่วมมือทั้งจากภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความตระหนัก และการสร้างตลาด ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะร่วมทำงานขับเคลื่อนในเรื่องนี้ต่อไปด้วยกัน

Leave a comment