มูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติฯ จัดกิจกรรม Healing Mind ตีแผ่จิตใจ สะท้อนการ ‘บูลลี่’ บาดแผลจากการ ‘มองไม่เห็น’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/561417

มูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติฯ จัดกิจกรรม Healing Mind  ตีแผ่จิตใจ สะท้อนการ ‘บูลลี่’ บาดแผลจากการ ‘มองไม่เห็น’

มูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติฯ จัดกิจกรรม Healing Mind ตีแผ่จิตใจ สะท้อนการ ‘บูลลี่’ บาดแผลจากการ ‘มองไม่เห็น’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติ ประจำประเทศไทย (ไอวายเอฟ) ได้จัดกิจกรรม  Healing Mind  ในหัวข้อ “บูลลี่ จิตใจอันตราย เจาะลึกกรณีบูลลี่จากเกาหลีสู่เด็กไทย” ตีแผ่จิตใจของคนที่ถูกบูลลี่และเป็นผู้ที่บูลลี่ผู้อื่น โดย ดร.(กิตติมศักดิ์) ฮักเชิล คิม ผู้ก่อตั้งมูลนิธิไอวายเอฟและผู้เชี่ยวชาญด้าน Mind Education จากสถาบัน International Mind EducationInstitute (IMEI) ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมด้วย นายสรรพวัต พัดทอง หรือ น้องแฟ้ม กรณีตัวอย่างเด็กไทยผู้เคยถูกบูลลี่ และการใช้จิตใจที่ถูกต้อง (Mind Education) จนสามารถออกจากความทุกข์ที่เกิดจากการถูกบูลลี่ได้  โดย  ดร.คิม กล่าวว่า คนเราเมื่อมีมุมมองที่ต่างกัน นำไปสู่การตัดสินกัน  ปัญหาจึงเกิดขึ้นเพราะเราไม่ได้มองเห็นจิตใจซึ่งกันและกันและมองไม่เห็นจิตใจของตัวอง  แต่ถ้าเราถอยออกมาแล้วมองเห็นจิตใจกันและกันก็จะไม่เกิดปัญหา

นายสรรพวัต พัดทอง หรือ “น้องแฟ้ม”  กรณีตัวอย่าง เด็กไทยผู้เคยถูกบูลลี่ และการใช้จิตใจที่ถูกต้อง (Mind Education) จนสามารถออกจากความทุกข์ที่เกิดจากการถูกบูลลี่ได้  เล่าว่า  ตลอดเวลาที่ผ่านมามักโดนเพื่อนกลั่นแกล้งและบูลลี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่าง หน้าตา หรือจะเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน  แต่ที่โดนหนักและฝังใจที่สุดคือ ครั้งหนึ่งถูกเพื่อนถ่มน้ำลายยัดไส้ในขนมเค้กและนำมาให้เราทาน  ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากที่เพื่อนแบ่งขนมให้  แต่ก็ระแวงอยู่เพราะตลอดเวลามักโดนเพื่อนคนนี้แกล้งตลอด  จึงลองใช้มือแบ่งเค้กดู ก็เห็นว่าเนื้อเค้กข้างในมีสารคัดหลั่งของเพื่อนคนนั้นอยู่  จึงโยนเค้กทิ้งและเสียใจมาก  หรือบางครั้งก็ถูกเพื่อนเอารองเท้าไปโยนทิ้ง ซึ่งโดนแบบนี้ทุกวัน และทุกปีโรงเรียนจะจัดกิจกรรมเข้าค่ายต้องเอาเต็นท์ไปกางนอน  ตกดึกก็โดนเพื่อนแกล้งรื้อเต๊นท์จนถล่มลงมา  จึงได้แต่คิดว่าเราทำผิดอะไรทุกคนทำไมเกลียดเรา ทำไมทุกคนถึงต้องรุมแกล้งเราแค่คนเดียวทั้งที่มีคนอ่อนแอกว่าเราอีกมากมาย  จึงตัดสินใจย้ายโรงเรียนและพักอยู่หอพัก  เพราะไม่อยากโดนเพื่อนแกล้งจึงไปเรียนแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

“เราไม่กล้าบอกหรือเล่าให้ใครฟัง เพราะเกรงว่าจะโดนล้อกลับมา หรือทุกคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ แม้แต่พ่อแม่เราก็ไม่บอก ด้วยเพราะเป็นผู้ชายถ้าบอกไปที่บ้านคงบอกให้สู้กลับไป  แต่ผมไม่ชอบใช้กำลังจึงเลือกที่จะเงียบ  ต่อมาได้มีโอกาสไปเป็นอาสาสมัครที่ต่างประเทศ ที่นั่นสอนให้รู้เกี่ยวกับโลกของจิตใจ  เพราะเป็นโรงเรียนชีวิตจริงที่ฝึกให้เราอดทน และควบคุมตนเอง  อีกทั้งยั งสอนให้เราอยู่กับตัวเอง มองตัวเองกับสิ่งที่ตัวเองทำ 

เมื่อเราได้มีโอกาสอยู่กับตัวเอง  จึงรู้ว่าตัวเราเองนี่แหละที่ทำไม่ดีกับเพื่อนด้วย จึงถูกเพื่อนแกล้ง  เพราะเราที่ไม่ชอบอาบน้ำจึงมีกลิ่นตัวแรง พอเพื่อนเตือนเราก็ไม่พอใจจนเป็นเหตุให้ใช้ความรุนแรงกัน  จากนั้นเพื่อนจึงรวมกลุ่มแกล้งและบูลลี่เรามาตลอด  เมื่อคิดได้จึงเริ่มยอมรับตัวเองว่าผิด ว่าเป็นต้นเหตุให้เพื่อนแกล้ง  เพราะเราเป็นเหมือนที่เพื่อนพูดจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปลักษณ์ หรืออุปนิสัย  ถ้าตอนนั้นเรายอมรับในสิ่งที่เพื่อนพูด เราก็อาจไม่โดนเพื่อนแกล้ง และอาจจะเป็นเพื่อนกับคนๆนั้นได้ด้วย”  นายสรรพวัต ระบุ

ขณะที่ ดร.(กิตติมศักดิ์) ฮักเชิล คิม  ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย เหตุโศกนาฏกรรม คนพิการที่โชคชัย 4 ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายจนเสียชีวิต ทั้งนี้ หากดูที่เหตุการณ์อย่างละเอียด เราจะเห็นว่าจริงอยู่ที่เด็กวัยรุ่นเหล่านี้มีความผิด ก่อเหตุจนทำให้มีผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม เหตุเกิดเพราะวัยรุ่นเหล่านี้พูดล้อผู้เสียชีวิตว่า “เป็นคนพิการ” แต่… มันผิดจริงหรือไม่ ที่บอกคนพิการว่า เขาพิการ จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งคือ คำพูด “พิการ” จึงเกิดการต่อสู้กัน และสุดท้ายนำไปสู่ความสูญเสีย หากผู้เสียชีวิตทำความเข้าใจเรื่องนี้สักนิด จะไม่มีเรื่องน่าเศร้าแบบนี้เกิดขึ้น ปัญหาส่วนใหญ่คือคนชอบดูถูกและตัดสินกัน ทั้งที่เราควรที่ขอความช่วยเหลือหรือช่วยกันและกัน แต่เมื่อตอนที่คนคิดว่า “เธอจะช่วยอะไรฉันได้” จะเกิดปัญหาตามมามากมายเพราะจิตใจนี้

นอกจากนี้ ดร.คิม ยังยกตัวอย่างที่ตรงกันข้าม คือเรื่องของจิตรกรผู้พิการชาวเกาหลีใต้ “เชว อุง-รยอล”  เป็นผู้พิการเช่นกัน และถูกล้อถูกกลั่นแกล้งและบูลลี่มาเหมือนกัน วันหนึ่งเขาถูกเพื่อนแกล้งปาหิมะใส่จนมีสภาพยับเยินกลับบ้าน และเมื่อร้องไห้จนหลับไป ตื่นขึ้นมาเห็นตัวเองในกระจกในสภาพน้ำมูก น้ำตาท่วมใบหน้า แสนจะน่ารังเกียจ ตอนนั้นเอง เชว อุง-รยอล บอก ดร.คิม ว่าเขาก็มีการต่อสู้อยู่ในใจ แม้จะไม่อยากเชื่อว่าคนในกระจกเป็นเขา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงานั้นก็ยังคงเป็นเขาเอง

วันนั้นนายเชวได้เห็นตนเองในสายตาที่เพื่อนๆ เคยมองเขา จึงพบว่า ที่ผ่านมาคิดมาตลอดว่าเพื่อนบูลลี่ แกล้งและล้อเลียน แต่เมื่อเห็นสภาพที่น่าเกลียดนั้น จึงได้เข้าใจว่าทำไมเพื่อนจึงไม่ชอบเขา ดังนั้น เมื่อเขามีโอกาสถอยออกมาและมองเห็นตนเองในมุมมองที่เพื่อนมอง คือตัวเขาน่ารังเกียจจริงๆ และยังชั่วร้ายอีกด้วย เพราะในความคิดของเขา จิตใจที่โกรธและเกลียดเพื่อนเมื่อถูกบูลลี่ อยากจะเอามีดแทงเพื่อน ได้ฆ่าเพื่อนตายในใจไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จิตใจนี้ชั่วร้ายและพิการกว่าสิ่งที่เพื่อนทำกับเขา เพราะอย่างน้อยเพื่อนก็ล้อในสิ่งที่เป็นความจริง

เมื่อเห็นแบบนี้ ก็ได้ยอมรับความจริง และมีจิตใจที่จะขอโทษเพื่อน หยิบยื่นจิตใจที่ต้องการเพื่อน  โดยการออกไปพูดกับเพื่อนในชั้นเรียนว่า “ฉันยังต้องเรียนที่นี่ ฉันจำเป็นจะต้องขอความช่วยเหลือจากพวกเธอ” มีเพื่อนบางคนที่เมื่อได้ฟังแบบนั้น จึงมาขอโทษนายเชว  นับแต่นั้นมาจิตใจของเขาก็มีคนให้ขอบคุณมากมาย แม้เขาจะเป็นคนพิการแต่ความพิการก็ทำให้เขายอมรับในความอ่อนแอของเขาได้

 ดร.คิม ทิ้งท้ายว่า  ในอดีตผู้คนจะมีปฏิสัมพันธ์กัน แต่ในปัจจุบัน สังคมที่เจริญขึ้น ทุกคนมีฐานะมากขึ้น กำแพงที่กั้นระหว่างกันก็มากขึ้นทุกวัน กลายเป็นสังคมปัจเจกบุคคล เป็นโลกที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ หลายคนคิดว่าไม่จำเป็นต้องร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น โดดเดี่ยวตนเองและจมอยู่ในโลกหรือในความคิดของตนเอง บางครั้งมองจากมุมของตนเองและยืนยันในความถูกต้องเรื่องการ “บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าจะแก้ไข ในไอวายเอฟเรามีการใช้  Mind Education  หรือหลักสูตร “โลกของจิตใจ” ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากจิตใจ  จึงมีโอกาสเห็นเยาวชนเปลี่ยนแปลงจำนวนมากโดยเริ่มต้นจากใจที่เปลี่ยนแปลงก่อน ไม่ใช่มุ่งเน้นเปลี่ยนที่การกระทำ

Leave a comment