#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/562849

ผวาคุมเข้ม‘เอ็นจีโอ’ หวั่นไร้ผู้คานอำนาจ‘รัฐ-ทุน’
วันพุธ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
“เอ็นจีโอ” เป็นคำในภาษาอังกฤษคือ NGO (Non Governmental Organizations) หมายถึงองค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานภาครัฐ แต่ก็ไม่ได้ทำธุรกิจแบบบริษัทเอกชน เอ็นจีโอจึงถูกเรียกว่าเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนไม่แสวงหาผลกำไรบ้าง องค์กรสาธารณประโยชน์บ้าง ภารกิจของเอ็นจีโอนั้นแบ่งได้ 2 ด้านคือ 1.เติมเต็มส่วนที่ภาครัฐขาด เนื่องจากงานบางอย่างหน่วยงานรัฐมีข้อจำกัดด้านระเบียบราชการ กับ 2.ตรวจสอบและเสนอแนะต่อรัฐ เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนคนเล็กคนน้อยโดยเฉพาะเมื่อคนเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาต่างๆ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีประเด็นร้อนๆ เกี่ยวกับเอ็นจีโอ กรณีรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการ “จัดระเบียบเอ็นจีโอ” ด้วยการเสนอร่างกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง อย่างน้อยๆ ก็มีการตั้งโต๊ะแสดงจุดยืนคัดค้านถึง 2 เวที คือ 1.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ประชาสังคมจังหวัด หุ้นส่วนการพัฒนาอย่างยั่งยืน” วันที่ 25 มี.ค. 2564 ณ รร.อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ เวทีนี้น่าสนใจที่นักการเมืองหรืออดีตนักการเมืองแม้จะอยู่ต่างขั้วกันแต่ก็คัดค้านกฎหมายคุมเข้มเอ็นจีโอเหมือนกัน
อาทิ สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนรราษฎร (สส.) จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการออก “(ร่าง) พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งกัน พ.ศ. ….” ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น พ.ร.บ.ควบคุมเอ็นจีโอ ว่า ร่างดังกล่าวมีฐานคิดแบบอำนาจนิยม เพราะหากมีฐานคิดแบบประชาธิปไตย จะเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม
“การที่รัฐคิดจะออกกฎหมายควบคุมการทำงานของภาคประชาชน ทำให้ประชาชนถูกลดบทบาทการมีส่วนร่วม ซึ่งการบริหารขับเคลื่อนประเทศไม่ได้มีเฉพาะรัฐจะกลายเป็นรัฐราชการอย่างเดียว ภาคประชาชนจะเสียประโยชน์ การรวมเป็นกลุ่มก้อนหายไป การบริหารประเทศจะถูกกำหนดโดยรัฐเพียงลำพัง ทั้งที่รัฐบาลประกาศว่าขับเคลื่อนประเทศด้วยการเป็นประชารัฐ จะต้องมีทั้งรัฐและประชาชนร่วมกันทำงานแบบหุ้นส่วน ซึ่ง NGO ช่วยให้รัฐทำงานอย่างรอบคอบ คำนึงถึงเสียงของประชาชนมากขึ้น” สุทิน กล่าว
เช่นเดียวกับ รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กรุงเทพฯ กล่าวว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะ มาตรา 42 ที่ระบุว่า ที่บุคคล มีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่นจะจำกัดเสรีภาพไม่ได้ และมาตรา 26 ที่ระบุถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ
“การออกกฎหมายควบคุมไปถึงองค์กรที่รวมตัวกันในรูปแบบคณะบุคคล การรวมตัวของบุคคลที่รวมกันในลักษณะองค์กรชุมชน ถือเป็นเรื่องเกิดกว่าเหตุไปมาก เพราะหากรวมตัวกัน 3-4 คน ทำกิจกรรมทางสังคม จะต้องจดแจ้งตรวจสอบบัญชี แสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีเจตจำนงต้องการควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชน เหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้ รมต.กระทรวงมหาดไทย เปิดช่องให้เขียนหลักเกณฑ์ลงไป โดยที่ไม่มีใครเห็นว่ามีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง เป็นการตั้งใจ จำกัดการเคลื่อนไหวประชาชนที่จะคัดค้านนโยบายของภาครัฐ” รสนา ระบุ
รวมถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้ความเห็นไว้ 5 ประการ คือ 1.สิ่งที่ภาคประชาสังคมจะขับเคลื่อนได้มีประสิทธิภาพ คือ หัวใจการเข้าถึงข้อมูล อาทิ กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ (พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540) ซึ่งขณะนั้นถือว่าเป็นกฎหมายก้าวหน้า แต่ใช้มา 20 กว่าปี ก็ยังไม่ตอบโจทย์ และปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก กฎหมายนี้ จึงควรต้องมีการอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคประชาสังคมในการใช้ข้อมูลของทางราชการ
2.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ต้องจัดระบบการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบายที่ผู้มีส่วนได้เสียควรต้องเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่การแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์หน่วยงานรัฐ เพราะตนไม่แน่ใจว่า เมื่อแสดงความคิดเห็นแล้วมีการอธิบายหรือมีการนำไปใช้อย่างไรต่อ3.ระบบเงินอุดหนุนที่เป็นอิสระ ซึ่งก็มีต้นแบบจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือกองทุนความเท่าเทียมการศึกษา แต่ก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าอะไรเหมาะสมอะไรเป็นไปได้
4.หากเห็นว่ามีหน่วยงานไหนบ้างที่ไปทำงานกับโครงการใดและมีผลกระทบต่อพื้นที่ต่อชุมชน จะทำอย่างไรให้หน่วยงานเหล่านั้นสามารถที่จะดึงภาคประชาสังคมไปทำงานร่วมกันได้โดยไม่ผิดกฎหมายไม่ขัดกฎระเบียบ ซึ่งจริงๆ องค์กรที่น่าจะทำลักษณะนี้ได้ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องหาทางปรับกฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาทำงานกับภาคประชาสังคมได้ และ 5.ต้องมีกระบวนการเปิดให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม โดยควรทำเป็นระบบมากขึ้น
กับอีกเวทีคือ 2.การจัดเสวนาเรื่อง “คัดค้าน กม.ควบคุมองค์กรไม่แสวงกำไร : เมื่อบ้านเมืองไม่มีประชาธิปไตย” วันที่ 27 มี.ค. 2564 มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 แขวง/เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ไพโรจน์ พลเพชร อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า ในสังคมประกอบด้วย 3 ส่วน คือภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคสังคม “ในอดีคที่ผ่านมาภาครัฐกับภาคธุรกิจจะมีบทบาทกำหนดนโยบายสาธารณะทั้งหมดเพื่อใช้ในการพัฒนาหรือปกครองประเทศ” โดยที่ภาคสังคมไม่ค่อยมีบทบาท
กระทั่งเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคสังคมมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดนโยบาย ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ จึงเกิดองค์การในชื่อเรียกต่างๆ ทั้งเอ็นจีโอ องค์กรภาคชุมชน กลุ่ม มูลนิธิ ฯลฯ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่กระทบกับวิถีชีวิตหรือทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการแสดงออกหลากหลายวิธีการ เช่น การชุมนุม การรณรงค์ การไปยื่นหนังสือถึงผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
ไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า “ภาคประชาสังคมอาจเห็นว่าภาครัฐลำเอียงเข้าข้างภาคธุรกิจมากเกินไปจึงเกิดการตรวจสอบขึ้น” เช่น แผนพัฒนาต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ซึ่งเมื่อรัฐมีลักษณะเป็นอำนาจนิยมก็อาจจะกริ่งเกรงกับบทบาทเหล่านี้ ทำให้รัฐโดยเฉพาะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างหวาดกลัว จึงเกิดคความคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อควบคุมองค์กรเหล่านี้ให้อยู่ในกรอบที่ตนเองคิดว่ามันควรจะเป็น
“มีบางองค์กรที่ทำหน้าที่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินโดยเฉพาะ เช่น พี-มูฟ (P-Move : ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม) ขับเคลื่อนเรื่องที่ดินโดยเฉพาะ แก้ปัญหาที่ดินคนยากไร้โดยเฉพาะ เครือข่ายสลัม 4 ภาค แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของพี่น้องสลัมโดยเฉพาะ หรือองค์การสิ่งแวดล้อมชุมชนทั้งหลาย องค์กรป่าชุมชนก็ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการป่าชุมชน องค์กรที่เป็นประมงพื้นบ้านก็ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทะเลหน้าบ้าน” ไพโรจน์ ยกตัวอย่าง
ด้าน ไพศาล ลิ้มสถิตย์ อนุกรรมการด้านการศึกษาและพัฒนากฎหมายฯ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) และกรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากแนวคิดการออกกฎหมายดังกล่าวจะขัดรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เช่น มาตรา 77 เรื่องการจัดทำกฎหมายต้องจัดทำเท่าที่จำเป็น ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และมีประเมินผลกระทบการมีกฎหมาย รวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในการรวมกลุ่มของประชาชนแล้ว
ยังมีเรื่องของ “การเลือกประเทศอ้างอิงในการศึกษาของคณะกรรมการกฤษฎีกา” ที่เลือกมา 9 ประเทศ คือ จีน อินเดีย อิหร่าน เคนยา กัมพูชา รัสเซีย อังกฤษ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส “ส่วนใหญ่เป็นประเทศเผด็จการหรืออำนาจนิยม มีไม่กี่ประเทศที่เป็นเสรีนิยม” และยังกล่าวอีกว่า “แนวคิดควบคุมเอ็นจีโอมีมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 แล้ว” โดยในเวลานั้น มีคณะทำงานของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอกระทั่งให้ควบคุมไปถึงสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพราะเป็นแหล่งทุนสำคัญแหล่งหนึ่งของภาคประชาสังคม
สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ที่ยืนยันว่า ปัจจุบันเอ็นจีโอมีกฎหมายควบคุมให้ต้องทำงานอย่างโปร่งใสอยู่แล้ว เช่น ทำงานมูลนิธิต้องส่งรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทุกปี ต้องแจ้งรายงานการเงิน มีการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบบัญชี ยิ่งหากรับเงินจากต่างประเทศ ผู้ตรวจสอบบัญชีก็ต้องมาจากองค์กรระดับโลกซึ่งค่าจ้างแพงมากเพราะมีมาตรฐานสูง หรือหากมีเอ็นจีโอที่ไปฉ้อโกงประชาชน ก็มีกฎหมายในการจัดการเช่นกัน จึงไม่จำเป็นต้องมีอกฎหมายนี้เพิ่มอีกให้สิ้นเปลือง
รวมถึง สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยลงนามในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องอนุญาตให้กลุ่มต่างๆ สามารถหา รับและใช้เงินทุนจากต่างชาติได้ โดยถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่จะใช้ประโยชน์จากแหล่งทุนที่มีอยู่ในสังคมทั้งในและนอกประเทศ และรัฐควรลดเว้นการจำกัดวิธีหามาขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ในทางกลับกันรัฐต้องอนุญาตให้อำนวยความสะดวกในการหามาซึ่งเงินทุนเหล่านั้นด้วย
ซึ่งสิ่งที่เป็นห่วงคือแนวคิดของรัฐบาลที่ 1.กำหนดให้ภาคประชาสังคมต้องจดแจ้ง หากไม่จดแจ้งจะมีโทษ 2.การดำเนินกิจกรรมขององค์กรต่างๆ ต้องทำตามที่รัฐมนตรีกำหนด เรื่องการดำเนินการอย่างโปร่งใส ปัจจุบันมีกฎหมายอื่นอยู่แล้ว เช่น กำหนดให้เปิดเผยว่าองค์กรรับทุนจากแหล่งใด ดำเนินกิจกรรมอย่างไร แต่ส่วนสำคัญในการควบคุมสิทธิเสรีภาพในการทำกิจกรรมคือการแทรกแซงโดยชัดเจน โดยเฉพาะการทำสำเนาการจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรเรื่องนี้ถือว่ามากเกินไป
“แทนที่เราจะมีกฎหมายควบคุมกำกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้เกิดผลกระทบ มีมาตรการเฝ้าระวังที่เข้มงวดขึ้นและส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชนหรือหลักการประชาธิปไตย แต่กลับมีกฏหมายหลายฉบับที่มาควบคุมเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุน แล้วก็มากำกับเรื่องหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย” สุภาภรณ์กล่าว