#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/563055

วัฒนธรรม กับ อารมณ์ขันของคนไทย
วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
ว่ากันโดยธรรมชาติแล้วต้องบอกว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้ทุกคนต้องมีอารมณ์ขันอยู่ในตัว เพียงแต่ว่าแต่ละชนชาติจะมีอารมณ์ขันมากน้อยแตกต่างกันมากแค่ไหน ขึ้นอยู่ พลังเคมีในร่างกาย และสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของเผ่าพันธุ์แต่ละเผ่า
เพราะมนุษย์เกิดมาใช้กรรม ธรรมชาติจึงคงใส่อารมณ์ขันให้ไว้ในตัวคนแต่ละคนเพื่อเป็นการผ่อนคลายความทุกข์ เนื่องจาก อารมณ์ขันเป็นความสุข หากไม่มีเจ้าต่อมแห่งความสุขแล้ว อายุมนุษย์คงไม่ยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้ หรือ อาจจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปแล้วก็ได้
วัฒนธรรมเป็นความเจริญงอกงามที่ได้รับการยอมรับและการพัฒนาให้มีคุณค่าขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา โดยจะเน้นการพัฒนา หรือความเจริญงอกงามของวัฒนธรรม ออกมาใช้เชิงบวกกล่าวคือพัฒนาและส่งเสริมแต่วัฒนธรรม ในส่วนที่งอกงามออกมาที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมเป็นหลัก บางอย่างที่มีผลลัพธ์ปรากฏออกมาในด้านลบสร้างความเสียหาย หรือสร้างความหายนะก็จะถูกพยายามกีดกันออกไป ไม่ให้เกิดการแพร่หลาย อารมณ์ขันจะยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น หากสังคมยิ่งมีความสุขมากขึ้น ความสุขกับอารมณ์ขันจึงเชื่อมโยงเป็นพันธะถึงกันละกัน
เมื่อวันสองวัน จนกระทั่งถึงวันนี้ดูเหมือนว่าความสุขของคนในสังคมน่าจะอยู่ในยุคที่มีไม่มากนัก อารมณ์ขันของคนในสังคมจึงค่อนข้างจะหายไปจนน่าเป็นห่วง เมื่อมีข่าวออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันว่าการนำเอาข้อมูลในเรื่องคุณค่าของ ผ้าขาวม้าออกมาตีแผ่กันว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร เหมือนกับสังคมจะวายวอด ฉิบหายไปกับวัฒนธรรมผ้าขาวม้าของคนไทยในไม่ช้านี้ เมื่อค้นพบว่ากระทรวงวัฒนธรรมนำเอาข้อมูลมาบอกกล่าวไว้ใน บิ๊กดาต้าของกระทรวงว่าคุณประโยชน์อย่างหนึ่งของผ้าขาวม้า คือ การนำไปใช้ผูกคอตาย (ฆ่าตัวตาย) ซึ่งผู้วิตกกังวลคงกลัวว่าคนจะเอาไปทำตามแล้วเจ้าผ้าขาวม้าของดีของคนไทยจะกลายเป็นฆาตรกรตัวฉกาจฉกรรจ์ของคนไทยทั้งประเทศและอาจจะขยายไปทั้งโลกก็ได้…เรื่องนี้ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าสังคมไทย กำลังขาดความสุขในระดับรุนแรงแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเอามาคิดวิเคราะห์มากกว่าจะไปกล่าวหาว่าข้อมูลเหล่านั้นบิดเบือนหรือส่งเสริมสิ่งไม่ดีมาชี้นำสังคม
จากการสืบค้นได้ความว่าการบันทึกข้อมูลเรื่องนี้ ถูกบันทึกเอาไว้เมื่อปี พ.ศ.2556 หากจะย้อนอดีตไปดูในช่วงเวลานั้น พบว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทย บริหารประเทศโดยนายกรัฐมนตรีชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมชื่อนายสนธยา คุณปลื้ม ส่วนปลัดกระทรวงวัฒนธรรมมีสองท่าน คือ นางปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล เริ่มดำรงตำแน่งตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2555-30 กันยายน 2556 และอีกคน ดร.ปรีชา กันธิยะ เริ่ม 1 ตุลาคม 2556-26 มิถุนายน 2557
ย้อนอดีตไปในช่วงนั้น ตอนต้นๆของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นไปด้วยความสุขมาก เพราะผู้นำรัฐบาลเป็นพรรคการเมืองที่เป็นขวัญใจของประชาชน ดังนั้น การทำงานทุกอย่างจึงราบรื่น ผู้บริหารกระทรวงก็คงจะมีความสุขเช่นเดียวกัน สรุปความได้ว่าช่วงปี พ.ศ.นั้น สังคมเป็นสุข เข้าประเด็นที่ว่า เมื่อสังคมมีความสุข วัฒนธรรมก็พลอยมีความสุขสนุกสนานไปด้วย หากจำกันไม่ผิด ดาวตลกผุดขึ้นมาในวงการอย่างกับดอกเห็ดและต่างร่ำรวยมหาศาลกันจนไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรกันดี
เมื่อสังคมเต็มไปด้วยความสุข อะไรๆ ที่มันเกิดขึ้นจึงเต็มไปด้วยอารมณ์แห่งความสุขไปด้วย และการที่ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมสั่งให้มีการรวมรวบคุณค่าของวัฒนธรรมออกมาก็คงทำไปด้วยความสุข สนุกสนาน บางอย่างอาจจะมีผลกระทบกับเด็กและคนบางคนก็ลืมนึกถึง จึงปล่อยให้งานบางอย่างถูกบันทึกเอาไว้ในสังคมยุคนั้น ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่ใช่เรื่องเท็จ เหมือนข้อมูลมากมายในเวลานี้ ที่สังคมขาดความสุข อะไรๆ มันก็มีแต่เรื่องเลวร้ายไปหมด
ยิ่งหากพิจารณาจากคำสั่งในครั้งกระนั้น ที่สั่งให้ข้าราชการหรือภูมิปัญญาชาวบ้านเก็บข้อมูลอันเป็นประโยชน์ทางด้านของวัฒนธรรมไทยในจังหวัดต่างๆ ข้อมูลที่ว่าทำให้เกิดการบันทึกเอาไว้ใน คลังข้อมูลของกระทรวงวัฒนธรรมว่าผ้าขาวม้าเอาไว้ผู้คอคอตายได้ จึงเป็นเรื่องจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะเชื่อกันว่าคนที่อยู่ในภาคชนบทหรือคนต่างจังหวัด ไม่มีที่จะไม่รู้ประโยชน์ทางด้านนี้ของผ้าขาวม้า เพียงแต่ว่ามันไม่จำเป็นต้องเอามาส่งเสริม เพราะสิ่งที่ส่งเสริมแล้วมีคุณค่าน้อยกว่าคุณค่าด้านอื่นๆ ก็ควรละเว้นไปบ้างก็ได้ แต่คงเนื่องจากผู้บันทึกกำลังอยู่ในอารมณ์ขันอารมณ์แห่งความสุข จึงมองไม่เห็นความเสียหายมากนัก เพราะความเป็นจริงมันก็ไม่มีความเสียหายมากมายอะไรเหมือนกัน
แต่จากผลของการบันทึกและถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ ผมกลับได้พบกับประโยชน์อย่างหนึ่งของสังคมไทยโดยเฉพาะทางด้านวัฒนธรรมที่ควรจัดทำเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือการจัดตั้งหน่วยงาน ผู้ทรงคุณวุฒิคอยตรวจสอบ แล้วส่งให้ให้ทางศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รับรู้อีกครั้งเหมือนเป็นการสกรีนข้อมูลบางอย่างที่ยังอาจจะมีปัญหาให้ทางศูนย์นำไปพิจารณาแก้ไขให้เหมาะสมที่สุด ก่อนที่จะนำออกเสนอทางสื่อสาธารณะต่อไป
ซึ่งมันอาจจะเหมือนกับครั้งหนึ่งที่กระทรวงศึกษา มีกรมวิชาการคอยตรวจสอบพิจารณาข้อมูลทางวิชาการ ก่อนจะพิมพ์ออกเผยแพร่ แต่แล้วต่อมาอยู่ๆก็ยกเลิกไปเสียเฉยๆ อย่างนั้นแหละจึงไม่น่าแปลกเลยที่ข้อมูลทางวิชาการ ด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาดูแปร่งๆออกไป จนไม่รู้ว่าชิ้นไหนถูกชิ้นไหนผิดกันแน่ จนทุกวันนี้ผมไม่กล้าพูดแล้วว่าพ่อขุนรามจารึกอักษรไทยไว้ให้คนไทยได้มีไว้เป็นมรดกของชาติ เพราะ ถูกบรรดาดอกเตอร์หัวร้อนที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ รู้เกล็ดหรือกระพี้ออกมานิดหน่อยก็เอามาปรุงแต่ง หาโคลน หาทรายมาผสมปนเปให้กระพี้กลายเป็นผลึก เพื่อจะเอาไปอ้างอิงว่าของจริงต้องเป็นอย่างนี้ของที่เคยรู้ๆ กันมาก่อนไม่ใช่ของจริงแท้แน่นอน อะไรต่ออะไรในประวัติศาสตร์ไทย มันจึงแปรเปลี่ยนเลื่อนไหล หาจนจบที่แท้จริงไม่ได้เสียที
คนไทยวันนี้ ขาดอารมณ์ขันไปอย่างมาก จนถึงกับนักแสดงตลก คลัง หรือแหล่งผลิตความสุขให้กับสังคมยังบ่นว่าไม่มีอารมณ์ขันจะเค้นออกมาแล้วเพราะหันไปทางไหน ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก นานัปการที่ประเดประดังเข้ามา ไม่มีคลื่นลูกไหนที่ถูกคลี่คลายให้สลายไปได้เลยสักลูกเดียวหากสังคมไทยยังดำเนินการบริหารปกครองที่สร้างแต่ความเคียดแค้น ชิงชัง สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับสังคมมากขึ้นๆ วันหนึ่งเมื่ออารมณ์ขัน อารมณ์แห่งความสุขหมดไปจากสังคมไทย ระวังกลียุค สงครามกลางเมือง และอะไรต่ออะไรที่มันเป็นแรงอัดของสิ่งที่ถูกกดดันระเบิดออกมา คนไทยจะหมดความเป็นไทยใครที่มีลุง มีป้า มีพี่ มีน้อง เป็นผู้นำของประเทศ เตือนกันได้ก็ช่วยเตือนกันบ้างนะครับเพราะดูเหมือนว่าคนพวกนี้ไม่มีใครฟังเสียงตะโกนจากภาคสังคมกันไปแล้ว
ก่อนจะอ่านผ่านหน้านี้ไป ลองเหลือบมองผลผลิตจากผ้าขาวม้า จากภูมิปัญหาชาวบ้านกันดูนะครับ สวย และน่าใช้ น่าส่งเสริมมากๆ ทีเดียว แต่คนในสังคมไม่มีอารมณ์ที่จะหันมาสนใจกันมากนักเพราะมันสิ้นความสุขกันเสียแล้ว
โดย…ชนิตร ภู่กาญจน์





