#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/573947

ฉีดวัคซีนเพื่อชาติ
วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
จะเรียกว่าเป็นโชคดีที่เกิดบนเรื่องร้ายก็คงจะพอได้
เป็นที่ทราบกันดีว่า การที่ประเทศไทย จะเอาชนะโรคระบาดร้ายแรงโควิด-19 ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก สิ่งแรกที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันทำคือการสร้างวินัยในการใช้ชีวิตแนววิถีใหม่โดยเฉพาะในส่วนของการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคร้ายเข้าสู่ตัวเองได้ง่ายนัก คือเรื่องของการสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างจากผู้คนทั่วไป รวมทั้งการล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบ่อยๆ ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคซึ่งอาจติดอยู่ตามสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ นั้น ไม่สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินลมหายใจของเรา
ส่วนเรื่องที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไปว่า สามารถจะทำให้การถูกคุกคามโดยเชื้อโรคร้ายตัวนี้ลดน้อยลง หรือหากเกิดขึ้นก็จะไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ คือการฉีดวัคซีนให้กับประชากรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ซึ่งตามทฤษฎีกล่าวไว้ว่า ควรจะต้องได้รับการฉีดเกินกว่า 70% ของจำนวนประชากร ซึ่งจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคลและของกลุ่มประชากรขึ้นได้ด้วย
วัคซีนป้องกันโรคโควิดได้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยวิธีการผลิตมีอยู่ 3 วิธีคือ การผลิตจากเชื้อไวรัสที่ตายแล้ว เช่น วัคซีน
ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม การผลิตโดยใช้ส่วนหนึ่งของไวรัสชนิดหนึ่งเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น เช่นวัคซีนของแอสตราเซเนกา สปุตนิก และอีกวิธีหนึ่งคือการที่ผลิตโดยการใช้สารพันธุกรรมของเชื้อเป็นให้เข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น เช่น วัคซีนไฟเซอร์โมเดอร์นา เป็นต้น
แต่วัคซีนทุกตัวที่ใช้อยู่ในขณะนี้นั้น องค์การอนามัยโลกให้รับการยอมรับว่าเป็นการใช้ในภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากผลการวิจัยอย่างแท้จริงยังไม่จบกระบวนการ
วิจัยมาตรฐาน แต่ถึงอย่างไรก็พบว่าเมื่อมีการใช้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากของทุกๆ ตัวแล้ว วัคซีนแต่ละชนิดและวิธีการผลิตมีผลในการสร้างภูมิคุ้มกัน ที่ไม่แตกต่างกันมากนักรวมทั้งผลเสียที่เรียกว่าอาการไม่พึงประสงค์ ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และได้ข้อสรุปว่า เมื่อต้องแลกกับผลดีที่จะเกิดในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายแล้ว ถือว่ามีประโยชน์กว่ากันมากมายนัก
ประเทศไทยในขณะนี้ มีวัคซีนที่ถูกนำมาใช้แล้ว 2 ตัวคือซิโนแวคและแอสตราเซเนกาโดยประชากรกลุ่มแรก ที่ได้รับการฉีดคือบุคลากรด้านการแพทย์และผู้ที่ทำงานด่านหน้า ส่วนกลุ่มต่อไปที่จะได้รับการฉีด ซึ่งตามกำหนดการเดิมจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนเป็นต้นไปนั้น คือประชากรที่อายุเกินกว่า 60 ปีและประชากรที่มีโรคประจำตัว 7 โรค ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่มีความเสี่ยง เพราะหากมีการติดเชื้ออาการจะรุนแรง ซึ่งโรคเหล่านั้น ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวานหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบโรคปอดและทางเดินหายใจโรคไต และผู้ที่มีร่างกายอ้วนผิดปกติ หลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคมก็จะกระจายการฉีดให้กับประชาชนทุกกลุ่มที่ไม่มีข้อห้าม รวมทั้งจะยังไม่ฉีดให้กับเด็กและกลุ่มประชากรที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
การฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรด้านการแพทย์และด่านหน้าผ่านพ้นไปได้ดีพอสมควรในระดับหนึ่ง แต่ยังมีปัญหาในเรื่องของจำนวนวัคซีนที่ได้รับอาจจะยังไม่ครบถ้วน
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงบุคลากรอื่นๆ ที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลซึ่งยังไม่ได้รับการพิจารณาให้ได้รับการฉีดให้ครบถ้วน ทั้งที่บุคลากรเหล่านี้ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ต้องถูกหมุนเวียนออกมาช่วยงานของบุคลากรด้านการแพทย์อยู่ตลอด เนื่องจากภาระงานในโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งลำพังบุคลากรทางด้านการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือพยาบาล ต้องรับภาระงานหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น ถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากพอสมควรและควรจะได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบด้วย
การกลับมาระบาดใหม่ของโรคโควิด 19 ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอีกรอบหนึ่งซึ่งถือเป็นระลอกที่ 3 นั้น เกิดจากการติดเชื้อในคลัสเตอร์ต่างๆทั้งสถานบันเทิง ร้านอาหารและชุมชนต่างๆ ตลอดจนการระบาดใหญ่ในเรือนจำ ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่องรัฐบาลจึงได้ตั้งเป้าของการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มและทุกพื้นที่ทั่วประเทศให้ได้มากและรวดเร็วที่สุด โดยเชื่อว่าจะสามารถจัดหาวัคซีนให้ได้อย่างรวดเร็วและมากเพียงพอซึ่งรวมถึงการจัดหาวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เพื่อระดมฉีดให้กับประชาชนให้ครอบคลุมมากกว่า 70% ของประชากรดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ตลอดจนจะได้แรงเสริมจากภาคเอกชนในการจัดหาวัคซีนผ่านองค์การอาหารและยาตามระเบียบเข้ามาด้วย เป็นการเปิดทางเลือกให้กับกลุ่มประชากรที่อยากจะเลือกชนิดของวัคซีนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฉีดเองได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดภาระรัฐบาลของได้บางส่วนถึงแม้จะไม่มากนัก
การตั้งเป้าของรัฐบาลดังกล่าวเริ่มทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการจัดการ เพราะจากเดิมซึ่งประชาชนจำนวนไม่น้อยยังปฏิเสธที่จะได้รับวัคซีน เพราะไม่แน่ใจในเรื่องสรรพคุณของวัคซีน แต่เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เรื่องร้ายดังกล่าวเป็นตัวสร้างกระแสของความต้องการในการฉีดวัคซีนของประชาชนเกือบจะทุกภาคส่วน นอกจากการให้กลุ่มประชากรที่อายุเกิน 60 ปีและมีโรคประจำตัวซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อม โดยจะเริ่มฉีดให้ตั้งแต่7 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป
ปรากฏว่าในส่วนของกรุงเทพมหานคร ได้มีการระดมฉีดยาวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงในชุมชนเป็นจำนวนมาก โดยที่ไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องนี้มาก่อนในระยะต้น ทำให้ประชากรในส่วนอื่นๆ เรียกร้องให้ได้รับการฉีดวัคซีนด้วยเช่นเดียวกัน รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ให้มีการกระจายการฉีดวัคซีนไปยังที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล และส่วนอื่นๆ ของประเทศ โดยตั้งจุดฉีดวัคซีนตามศูนย์การค้าใหญ่ๆ สนามกีฬา ห้องประชุมขนาดใหญ่ทั้งของรัฐบาลและของเอกชน ตั้งเป้าให้แต่ละแห่งฉีดวัคซีนวันละเป็นพันราย โดยไม่ได้คิดถึงปัญหาในแง่ปฏิบัติที่อาจจะตามมา อาทิการเข้ารับบริการที่เรียกว่า Walk Inคือเดินเข้าไปแล้วขอรับการฉีดวัคซีนได้เลยโดยยังไม่แน่ชัดว่าจะต้องมีการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อมซึ่งก็ยังต้องมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาหรือไม่อย่างไร
การจัดให้มีการฉีดยานอกโรงพยาบาลนั้น จะมีปัญหาในการจัดการมากอยู่พอควร เพราะต้องมีการระดมทรัพยากรทั้งทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง อุปกรณ์สำหรับการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน การเตรียมรถพยาบาลฉุกเฉินเพื่อลำเลียงผู้ป่วยกรณีที่เกิดปัญหาในระหว่างการฉีด ซึ่งโรงพยาบาลต่างๆ ต้องช่วยกันแบกรับภาระ นอกจากนี้การลงทะเบียนหน้างานเพื่อเข้ารับการฉีดเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ เพราะจะมีประชาชนส่วนหนึ่งไปถึงจุดที่ให้มีการฉีดวัคซีนแล้วโดยที่ยังไม่ได้มีการลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อมล่วงหน้า รวมทั้งประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถจะลงทะเบียนได้ด้วยตัวเอง ก็อาจจะทำให้การบันทึกข้อมูลของประเทศในเรื่องของประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้วไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
และต้องไม่ลืมว่าการฉีดวัคซีนนั้น จะต้องมีการฉีดเข็มที่ 2ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเชื่อว่าจะมีประชาชนจำนวนหนึ่ง จะไม่สามารถเข้ารับบริการตามกำหนดนัดหมายได้ ซึ่งจะทำให้แอปพลิเคชั่นที่ออกแบบไว้โดยค่อนข้างจะมีข้อจำกัด ไม่สามารถจะบันทึกข้อมูลของผู้เข้ารับการฉีด รวมทั้งการตรวจเช็คสต๊อกยาที่ใช้อย่างถูกต้องแท้จริงได้ ซึ่งจะเกิดปัญหากับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านหลังเป็นอย่างมาก จึงเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนจัดการในเรื่องนี้ล่วงหน้าให้ดีถึงจะทำให้รัฐบาลเดินไปสู่ความสำเร็จได้
นโยบายของรัฐบาลในการที่จะให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็วและครบถ้วนมากที่สุดนั้นถือเป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะแก่ประชาชนผู้ได้รับการฉีดเท่านั้น แต่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศชาติด้วย เพราะหลังจากที่ประชาชนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันแล้วย่อมจะทำให้เกิดลักษณะของภูมิคุ้มกันกลุ่มด้วย กิจกรรมสาธารณะต่างๆ ของประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ การขับเคลื่อนทางด้านเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นและจะนำไปสู่ความรุ่งเรืองของประเทศได้อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน
นายแพทย์ปิยะ เนตรวิเชียร
ผอ.รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น