#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/575544

ท่องเที่ยวดูสัตว์ป่าที่กุยบุรี ซาฟารีของเมืองไทย
วันพุธ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่ มอบสิ่งของต่างๆ สำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
ฤดูร้อนมาถึงทีไร…แน่นอนว่าทะเลคงเป็นจุดหมายแรกที่หลายคนนึกถึง แต่สำหรับใครที่หลงรักธรรมชาติภูเขา ต้นไม้ หลายคนอาจจะนึกถึงที่ “อุทยานแห่งชาติกุยบุรี” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในผืนป่ามีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศ ที่มาของ กุยบุรีโมเดล ต้นแบบการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยระหว่างคน-ช้างป่า และยังได้รับฉายาว่า กุยบุรีซาฟารีของเมืองไทย
อุทยานแห่งชาติกุยบุรี แห่งนี้ “สยามไวเนอรี่” ซึ่ง นายวาริท อยู่วิทยา รองกรรมการผู้จัดการได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดำเนินโครงการฟื้นฟูผืนป่ากุยบุรี ร่วมมือกับภาครัฐแบบบูรณาการในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในการก่อตั้งเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรีอย่างต่อเนื่องและเต็มรูปแบบ จนเป็นที่มาของ “กุยบุรีโมเดล”
.jpg)
อุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีพื้นที่ครอบคลุมทั้ง อำเภอปราณบุรี อำเภอสามร้อยยอด อำเภอกุยบุรี อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญหลากหลาย ทั้งพันธุ์ไม้ สัตว์ป่าหายากหลายชนิดด้วยความที่ผืนป่ามีความดิบแล้ง และดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ที่นี่มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
สำหรับวิธีการท่องเที่ยวดูสัตว์ป่าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีนั้น ต้องเปลี่ยนรถไปยังรถกระบะที่ชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรีเตรียมไว้ให้เท่านั้น (โดยทางอุทยานแห่งชาติกุยบุรีไม่อนุญาตให้ขับรถส่วนตัวเข้าไป เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว)ซึ่งการผจญภัยครั้งนี้ เราได้พบกับไกด์กิตติมศักดิ์ที่จะพาไปศึกษาธรรมชาติ บุญลือ พูลนิล นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี และ นายเจษฎาคมน์ ยงใจยุธผู้จัดการฝ่ายบริหารความรับผิดชอบต่อสังคม ของสยาม ไวเนอรี่ ระหว่างการเดินทางนั่งรถชมสัตว์ป่า พี่บุญลือก็ได้อธิบายถึงที่มา ความร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชนในการฟื้นฟูอุทยานแห่งชาติกุยบุรีให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้น
.jpg)
“ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ภาพของผืนป่ากุยบุรีที่เราเห็นในปัจจุบัน มีความแตกต่างจากสมัยก่อนโดยสิ้นเชิง เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และจำนวนของสัตว์ป่าที่ผืนป่าแห่งนี้ยังมีไม่มากนัก ทั้งยังเจอปัญหาความขัดแย้งและการเผชิญหน้าระหว่างคนและช้างป่าเรื่อยมา มีช้างป่าถูกฆ่าตายหลายตัวขณะที่ชาวบ้านบางคนก็ถูกช้างป่าทำร้าย ความนี้หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงทราบและมีพระราชดำรัส เรื่อง การจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า อุทยานแห่งชาติกุยบุรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 จึงเป็นที่มาของการน้อมนำพระราชดำรัส เกิดเป็นความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ในการร่วมอนุรักษ์สัตว์ป่า”
ในส่วนของภาคเอกชน สำหรับการดำเนินงานของ กลุ่มบริษัทสยามไวเนอรี่ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายไวน์และเครื่องดื่มของไทย คุณเจษเล่าให้ฟังว่า “บริษัทได้ดำเนินโครงการทั้งด้านอนุรักษ์และฟื้นฟูแปลงหญ้าอาหารสัตว์จัดทำแปลงหญ้าจำนวน 300 ไร่ การทำโปร่งเทียม ตลอดจนสร้างกระทะน้ำ เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำให้กับสัตว์ป่า โดยเฉพาะในหน้าแล้ง ไม่เพียงแต่เห็นความสำคัญของผืนป่าเท่านั้น
.jpg)
การสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ก็เป็นหัวใจสำคัญจึงได้มีการสนับสนุนมอบอุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยให้กับสัตว์ป่าโดยการมอบรางวัลนำจับแก่
เจ้าหน้าที่ที่จับกุมผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่า จึงมีส่วนช่วยทำให้สัตว์ป่ามีจำนวนที่เพิ่มขึ้น และทำให้ระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันกลับมาคงความสมบูรณ์อีกครั้งโดยปัจจุบันผืนป่ากุยบุรี เราพบช้างป่าที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันมากกว่า 237 ตัว และกระทิงไม่ต่ำกว่า 300 ตัว คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต ในส่วนของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่นั้นทางบริษัทได้ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญไม่แพ้กัน เราได้สนับสนุนทุนทรัพย์การจัดกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนในท้องที่ เช่น กิจกรรมวันช้างไทย,การจัดงานวันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น”
สำหรับกิจกรรมนั่งรถชมสัตว์ป่าที่เรากำลังเดินทางไปผจญภัยอยู่นั้นพี่วิทยากรแนะนำกับเราว่าช่วงเวลาที่เราจะได้ใกล้ชิดเห็นสัตว์ป่ามากที่สุดคือช่วงเวลาตั้งแต่ 16.00–17.00 น. ซึ่งก็คือช่วงเวลาเดียวกันที่เรากำลังเดินทางอยู่ในตอนนี้ ตลอดการเดินทางเราจะได้เห็นช้าง และ กระทิง เป็นหลัก นอกจากนี้ยังเห็นสัตว์ป่าอื่นๆ อีกด้วย เช่น วัวแดง กวางป่า นกเงือก เป็นต้น ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และถ่ายรูปได้อย่างใกล้ชิดกันเลยทีเดียว เรายังได้แวะจุดชมสัตว์ป่าที่ทางอุทยานได้จัดเตรียมไว้ให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย แต่จะต้องงดการพูดคุยเสียงดัง และห้ามเปิดแฟลชกล้องถ่ายรูปนะคะเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนสัตว์ป่า และเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเองด้วยค่ะ
นอกจากแอดเวนเจอร์นั่งรถชมสัตว์กันไปแล้ว สายแคมป์ปิ้งที่อยากจะพักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติ ที่นี่ก็มีลานกางเต็นท์อุทยานฯ ให้บริการนักท่องเที่ยวค่าเช่าเต็นท์คนละ 250 บาท แต่ถ้าใครนำเต็นท์มาเองจะเสียค่ากางเต็นท์เพียงคนละ 30 บาท (ยังไม่รวมค่าบริการค่าเข้าชมอุทยาน 40 บาท และค่ายานพาหนะ 30 บาท) แถมยังมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชม.