ขยะติดเชื้อทางการแพทย์ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/576304

ขยะติดเชื้อทางการแพทย์ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของไทย

ขยะติดเชื้อทางการแพทย์ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของไทย

วันเสาร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด ปริมาณขยะติดเชื้อทางการแพทย์ก็ทวีจำนวนมากขึ้น หากเราไม่สามารถกำจัดขยะประเภทนี้ให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ในระดับสากลนั่นหมายความว่ามันคือระเบิดเวลาลูกใหญ่มหึมาของสังคมไทย 

รายการไลฟ์ วาไรตี สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย นำคุณไปสนทนากับนายแพทย์พงศ์ธร เกียรติดำรงวงศ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสุขภาพ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ถึงแนวทางการกำจัดขยะติดเชื้อทางการแพทย์ที่นับวันจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกขณะ 

l คุณหมอครับ ช่วงที่ประเทศไทยมีปัญหาโควิด-19 ระบาด มันส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณขยะติดเชื้อทางการแพทย์มากกว่าก่อนหน้ามีโรคนี้ระบาดมากมายกี่เท่าครับ 

น.พ.พงศ์ธร : เวลาคำนวณหาปริมาณขยะติดเชื้อทางการแพทย์ เราคิดเบื้องต้นจากจำนวนผู้ป่วยที่นอนเตียงในโรงพยาบาลครับ คนไข้ในโรงพยาบาลหนึ่งคนสร้างขยะเฉลี่ยครึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัม และต้องดูด้วยว่าผู้ป่วยป่วยด้วยโรคอะไร ถ้าเป็นผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดก็จะมีขยะนี้มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ต้องผ่าตัด สำหรับภาพรวมในบ้านเรามีปริมาณขยะติดเชื้อทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 53 ล้านกิโลกรัมต่อปี แต่ย้ำว่านี้คือตัวเลขที่ได้จากโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีขยะติดเชื้ออีกจำนวนไม่น้อยที่อยู่ตามบ้านเรือนประชาชน เพราะมีประชาชนป่วยแต่ไม่ได้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลทุกคน ซึ่งบอกได้ว่าตัวเลขนี้ไม่น้อย แต่เราไม่มีจำนวนที่ชัดเจน ตัวอย่างชัดๆ คือผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ที่รักษาตัวที่บ้าน ก็สร้างขยะติดเชื้อได้ โดยเฉพาะน้ำมูก เสมหะ น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น และยังมีสารคัดหลั่งที่ออกมาจากร่างกายคนป่วย ซึ่งมีเชื้อโรคและสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ แต่สำหรับน้ำมูก น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ ของคนปกติไม่ถือเป็นขยะติดเชื้อ แต่เป็นสิ่งปฏิกูลที่ต้องได้รับการกำจัดในแบบที่เหมาะสม เพื่อกันการแพร่กระจายของแบคทีเรียด้วย ซึ่งขยะติดเชื้อกับสิ่งปฏิกูลใช้การกำจัดในกรรมวิธีที่ต่างกันมากยิ่งถ้าเป็นขยะติดเชื้อยิ่งต้องป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จากผลการศึกษาพบว่าช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้ขยะติดเชื้อเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งเท่าตัว ถามว่ามันมาจากไหน อธิบายได้ง่าย ๆ คือ ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาดแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้ใช้หน้ากากอนามัย ถุงมือ face shield ชุด PPEในการตรวจรักษาคนป่วยทั่วไป แต่เมื่อเกิดปัญหาโควิด-19 ระบาด บุคลากรทางการแพทย์ต้องใช้อุปกรณ์ดังกล่าวทุกคนและทุกวัน นี่ยังไม่นับการ swab test หาเชื้อจากคนที่ไปรับการตรวจ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าปริมาณขยะติดเชื้อมากขึ้นอย่างแน่นอน ยิ่งจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 มาก ปริมาณขยะติดเชื้อก็ยิ่งมากเป็นเงาตามตัว 

l การกำจัด ทำลายขยะติดเชื้อทางการแพทย์มีกรรมวิธีแตกต่างจากการทำลายขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูลทั่วไปอย่างไรครับ เพราะผมเห็นว่าช่วงนี้มีขยะเพิ่มขึ้นมา โดยเฉพาะจากการ delivery สินค้าที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น เวลาสั่งข้าวหนึ่งกล่อง จะมีขยะเกิดขึ้นเยอะมาก 

นพ.พงศ์ธร : ขยะมูลฝอยทั่วไปทำลายได้ง่ายกว่าขยะติดเชื้อทางการแพทย์ เพราะสามารถนำขยะมูลฝอยบางอย่างไป recycle และ reuseได้เมื่อผ่านกระบวนการที่ถูกต้องได้มาตรฐานการแปรรูปและทำความสะอาด ขยะเปียก เช่นพวกอาหารที่ย่อยสลายง่าย สามารถนำไปฝังกลบได้ เอาไปทำปุ๋ยหมักได้ ส่วนพวกขยะแข็งที่ย่อยสลายยาก เช่น พลาสติก ปูน โลหะต่างๆเราจะนำไป recycle แต่ขยะติดเชื้อทางการแพทย์ต้องนำไปทำลายโดยวิธีการเฉพาะ เช่นเผาด้วยความร้อนสูงกว่า 700 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพื่อให้การเผาไหม้สมบูรณ์ภายใต้การควบคุมดูแลที่ได้มาตรฐานสูงสุด นั้นคือวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้กันอยู่ แต่ก็มีมลภาวะเกิดขึ้นได้ และมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเตาเผาที่มีราคาสูงมากตัวอย่างเข็มฉีดยา การฆ่าเชื้อบนเข็มก็ทำได้หลายวิธีเช่นทำลายด้วยสารเคมี ทำลายด้วยความร้อนสูง การอาบรังสี การอบนึ่งด้วยความไอน้ำและแรงดันสูง คือกระบวนการ sterilization แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเข็มนั้นแม้จะผ่านกระบวนการฆ่าทำลายเชื้อโรคแล้ว แต่เข็มยังคมและแหลม ดังนั้นเวลาทิ้งก็ต้องทำให้คมของเข็มหมดไปก่อน ดังนั้นดีที่สุดสำหรับการทำลายเข็มคือใช้ความร้อนหลอม เพราะฉะนั้นการทำลายขยะติดเชื้อแต่ละชนิดจึงต้องดูว่าวิธีใดเหมาะสมที่สุด และประหยัดที่สุด 

l แหล่งทำลายขยะติดเชื้อทางการแพทย์ในบ้านเราไม่มีในทุกจังหวัด และมีจำกัดมากทำให้ต้องนำขยะติดเชื้อจากที่หนึ่งไปทำลายในอีกที่หนึ่ง ซึ่งการขนย้ายขยะติดเชื้อก็นับว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์มิใช่น้อยใช่ไหมครับ  

นพ.พงศ์ธร : ใช่ครับ เราไม่มีแหล่งทำลายขยะติดเชื้อทางการแพทย์มากนัก มีเฉพาะที่เท่านั้น เพราะกฎหมายกำหนดไว้ แต่เดิมการกำจัดขยะติดเชื้อในบ้านเราใช้การเผาด้วยความร้อนสูงมากๆ เพื่อให้ไม่เกิดมลพิษตามมา ซึ่งเรื่องนี้โรงพยาบาลไม่มีเตาเผาชนิดนี้ ครั้นจะสร้างเตาเผาขยะติดเชื้อในชุมชน ชาวบ้านก็คัดค้านอีกเพราะกลัวอันตราย เราจึงพบว่ามีการนำขยะติดเชื้อจากจังหวัดหนึ่งส่งไปเผาในอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งขยะติดเชื้อที่สูงมาก เพราะต้องใช้รถยนต์ที่ติดตั้งตู้บรรจุขยะติดเชื้อแล้วก็ยังเสี่ยงมาก หากเกิดอุบัติเหตุใดๆ กับรถขนขยะติดเชื้อ ทางที่ดีควรกำจัดขยะติดเชื้อในจุดที่เกิดขยะ เพราะลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อในชุมชน และลดค่าใช้จ่ายค่าขนส่ง ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทันสมัยที่สามารถใช้กำจัดขยะติดเชื้อได้ดีและสะดวกกว่าเดิม แถมไม่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้าน sterilization ซึ่งถ้าถามว่าแล้วจะทำอย่างไรกับเข็ม ก็ตอบว่าเมื่อผ่านการ sterilized แล้ว ก็นำเข็มไปลบคมก็หมดปัญหา เราเน้นเรื่องการกำจัดขยะติดเชื้อด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เน้นความปลอดภัยของชุมนุม และลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งขยะ นี่คือเรื่องของขยะติดเชื้อ แต่ส่วนของครัวเรือนทั่วไปที่ไม่ได้สร้างขยะติดเชื้อก็ต้องช่วยกันคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เพราะการแยกขยะช่วยลดปริมาณขยะได้อย่างดี เพราะบางอย่างนำไป reuse, recycleได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ 

l การกำจัดขยะติดเชื้อทางการแพทย์ด้วยระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีค่าใช้จ่ายสูงมากไหมครับ เพราะหลายคนวิตกเรื่องค่าใช้จ่ายมาก 

นพ.พงศ์ธร : มีค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องกำจัดขยะติดเชื้อแน่นอนครับ แต่ไม่สูงมากนักเมื่อคำนึงถึงการเสียค่าขนย้าย และอันตรายจากการกำจัดโดยผิดวิธี ปกติการกำจัดขยะติดเชื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 15-20 บาท ซึ่งการติดตั้งเครื่องกำจัดขยะติดเชื้อด้วยระบบไอน้ำและมีแรงดันสูงเป็นกรรมวิธีที่น่าสนใจมาก เพราะสามารถกำจัดขยะติดเชื้อต่างๆ รวมๆ กันได้ผมเห็นว่าชุมชนน่าจะให้ความสนใจกับการกำจัดขยะติดเชื้อภายในชุมชนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะโรงพยาบาลประจำชุมชน หากแต่ละชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเองก็นับว่าเป็นการแก้ปัญหาขยะติดเชื้อได้ตรงประเด็นที่สุด ล่าสุดการกำจัดขยะติดเชื้อในประเทศต่างๆ ก็ไม่เน้นการเผาเหมือนในอดีต ผมเห็นว่าประชาชนต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตเพื่อให้รอดพ้นจากภัยของขยะติดเชื้อ ต้องรู้ว่าหากเรากำจัดมันไม่ดีแล้ว มันก็คืออันตรายที่ใหญ่หลวงของสังคมของเรา แล้วมันจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดเชื้อโรคตามมาในที่สุด มีหลักฐานมากมายแสดงว่าในชุมชนต่างประเทศเกิดปัญหาโรคระบาดเพราะต้นเหตุมาจากการทำลายขยะติดเชื้อไม่ได้มาตรฐาน 

l มีสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นบ่อยมากคือ หน้ากากอนามัยที่เราสวมกันทุกวัน ถูกทิ้งเกลื่อนตามที่ต่างๆ นี่คือระเบิดเวลาลูกใหญ่ของสังคมไหมครับ เราต้องทำอย่างไรกับการทิ้งหน้ากากอนามัยให้ถูกวิธีเพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 แพร่กระจาย 

นพ.พงศ์ธร : อันดับแรกคือ เมื่อจะทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ขอให้บรรจุในถุงพลาสติกแล้วรัดปากถุงให้แน่นสนิท แต่หากจะให้ดีก็ต้องนำไปแช่น้ำยาฆ่าเชื้อก่อน หรือจะแช่น้ำยาฟอกขาวจำพวกคลอลีน (Sodium Hypochlorite)ก็ได้ หรือจะใช้คลอลีนเม็ดละลายน้ำแล้วนำหน้ากากอนามัยแช่งก่อนจะทิ้งในถุงพลาสติดที่ปิดปากให้แน่นสนิทก็ได้ หรือง่ายสุดคือต้มน้ำให้ร้อน 100 องศาเซลเซียสแล้วแช่งหน้ากากอนามัยก่อนนำไปทิ้งในถุงพลาสติกที่ปิดปากให้แน่นก็ได้ นี่คือการลดเชื้อโรคที่ติดอยู่กับหน้ากากอนามัยที่ดีที่สุด ที่เราสามารถช่วยกันได้ทุกคน แล้วเราควรจะต้องมีถุงขยะสำหรับขยะติดเชื้อไว้ในบ้าน เพื่อแยกขยะติดเชื้อกับขยะทั่วไป เพื่อให้เราปลอดภัยและช่วยให้คนเก็บขยะปลอดภัยด้วย อันดับแรกผมขอให้ทุกบ้านแยกขยะก่อน แล้วตามมาด้วยการแยกขยะติดเชื้อ เรื่องนี้จำเป็นนะครับ และขอให้ทุกคนช่วยกันทำ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคระบาดในสังคมไทยได้เป็นอย่างดีซึ่งที่ผ่านมานั้นสังคมไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยไปสักนิด เราหละหลวมในเรื่องสำคัญนี้ แล้วคิดว่าไม่มีปัญหา แต่ขอย้ำว่านี่คือตัวการสำคัญอย่างหนึ่งของการแพร่ระบาดเชื้อโรคในสังคมไทยการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคที่ดีที่สุดคือประชาชนทุกคนต้องช่วยกันดูแลตัวเอง และดูแลชุมชน อย่าปล่อยให้เป็นภาระของบุคลากรทางการแพทย์เพียงลำพัง เพราะมันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายมือ และไม่ทันการณ์ ส่วนการรอให้รัฐบาลเข้าไปแก้ปัญหาขยะติดเชื้อในทุกชุมชนก็น่าจะไม่ทันการณ์เช่นกัน เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับทุกชุมชนได้ในเวลาอันจำกัด และเป็นไปได้ยากมาก  

คุณจะได้พบรายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความรู้ รายการ ไลฟ์ วาไรตี ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางโทรทัศน์ NBT กดหมายเลข 2 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

Leave a comment