สิงคโปร์สู้โควิด : อาทร จันทวิมล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/576779

สิงคโปร์สู้โควิด : อาทร จันทวิมล

สิงคโปร์สู้โควิด : อาทร จันทวิมล

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 11.52 น.

ประเทศสิงคโปร์ มีประชากร 5.9 ล้านคน พบเชื้อโควิด 61,121 คน เสียชีวิต 30 คน  อัตราผู้เสียชีวิต 5 คน ต่อประชากรล้านคน (ข้อมูล 29 เม.ย.64)

สิงคโปร์ พบเชื้อโควิดครั้งแรกจากนักท่องเที่ยวจีนจากเมืองอู่ฮั่น เมื่อ 23 มกราคม 2562  แล้วแพร่ไปในกลุ่มจัดประชุม งานเลี้ยงตรุษจีน  และพิธีกรรมในโบสถ์คริสต์ เดือนมีนาคม 2563 คนสิงคโปร์ที่ทำงานในต่างประเทศทยอยกันเดินทางกลับสิงคโปร์ตามคำชวนของรัฐบาลโดยนำเอาเชื้อโควิดสายพันธุ์ต่างประเทศกลับมาด้วย

มีการปิดเมืองล้อคดาวน์  ฉีดวัคซีนไฟเซอร์  โคโรน่าแวคและโมเดิร์นน่า  อัตราผู้เสียชีวิตเพราะโควิดของสิงคโปร์ต่ำที่สุดในโลก คือ 0.05% ขณะที่อัตราเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 4.34 %   มีการติดตามและกักตัวผู้ติดเชื้อและผู้ใกล้ชิดอย่างเข้มงวด   ผู้ติดเชื้อร้อยละ 90 เป็นคนงานต่างชาติรายได้น้อยกว่า 50,000 คน จากอินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทยฟิลิปปินส์ ที่มีจำนวนทั้งหมดราว 1.6 ล้านคน  ซึ่งมาทำงานก่อสร้างและโรงงาน  อยู่กันในหอพักอย่างแออัดใช้ห้องสุขาร่วมกันจนไม่สามารถเว้นระยะห่างทางสังคมได้

สิงคโปร์ได้ตรวจคัดแยกคนงานต่างชาติที่ติดเชื้อโควิดราว 10,000 คน เข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลสนาม หรือกักตัวไว้ในห้องพักไม่ให้ออกไปไหน   โดยมีการส่งอาหารไปให้เพื่อป้องกันมิให้แพร่เชื้อโควิดไปยังบุคคลอื่นจนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อ   นอกจากนี้ ยังได้ควบคุมการพักอาศัยในหอพักคนละ 6 ตารางเมตร ลดผู้พักในแต่ละห้องไม่ให้เกิน 10 คน และเพิ่มจำนวนห้องน้ำ  โดยดัดแปลงโรงงาน โกดัง โรงแรม และเรือสำราญมาเป็นหอพักเฉพาะกิจ และสร้างหอพักคนงานต่างชาติเพิ่มเติมบริเวณนอกเมือง เพื่อไม่ให้อยู่กันอย่างแออัดจนเกินไป  และปรับปรุงระบบสุขอนามัยที่ย่ำแย่จนสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ในเดือนธันวาคม  2563  ประเทศไทยได้อาศัยบทเรียนจากประสบการณ์จากสิงคโปร์ในการตรวจโรคเชิงรุก จำกัดวงพื้นที่อยู่อาศัยและการเคลื่อนย้ายแรงงานไม่ให้เชื้อแพร่สู่ชุมชนภายนอกมาใช้ในการควบคุมการระบาดของโควิดในกลุ่มแรงงานชาวพม่าที่จังหวัดสมุทรสาคร ตอนต้นปี 2564    

สำนักข่าวบลูมเบิร์กที่ทรงอิทธิพล ได้จัดอันดับให้ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศดีที่สุดในโลกที่จะไปอยู่ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด  เพราะมีมาตรการรับมือกับโควิดที่เข้มแข็งได้ผลดีเยี่ยม  ตามด้วยนิวซีแลนด์  ออสเตรเลีย  อิสราเอล  ไต้หวัน  เกาหลีใต้  ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์  ฟินแลนด์ ฮ่องกง เวียดนาม ไทย จีน เดนมาร์ก และนอรเวย์  โดยพิจารณาจาก ความแข็งแกร่งของมาตรการควบคุมโควิด  ประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข  การฉีดวัคซีน  อิสรภาพในการเคลื่อนไหว และขีดความสามารถของโรงพยาบาล  ส่วนประเทศที่ย่ำแย่ที่สุดในโลกในเรื่องการสู้ภัยโควิด ได้แก่ บราซิล โปแลนด์ อาร์เจนติน่า โคลัมเบีย อิหร่าน เมกซิโก เปรู  ตุรกี  และฟิลิปปินส์

สิงคโปร์ได้ลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดที่เคยแพร่ระบาดจนเกือบเป็นศูนย์  ด้วยการเข้มงวดในการผ่านแดน และการกักตัวที่เคร่งครัด   จนกระทั่งชาวสิงคโปร์สามารถไปร่วมงานคอนเสิร์ตและท่องเที่ยวในเรือสำราญได้   สิงคโปร์ได้จัดให้มีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้ถึง 1 ใน 5  จำนวนผู่เสียชีวิตเพราะโควิดมีต่ำมาก   ประชาชนมีอิสรภาพในการเดินทางและทำกิจกรรม และแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ไม่เลวร้ายมากนัก

สิงค์โปร์เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้รับวัคซีนจากไฟเซอร์  นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เป็นผู้นำคนแรกในอาเซียนที่ฉีดวัคซีนต้านโควิดและยังเตรียมเปิดประเทศปลายปี 2564 นี้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกด้วย

เดือนเมษายน 2564 มีรายงานว่า โควิดสายพันธุ์อินเดียแพร่ระบาดเข้าไปในสิงคโปร์และกัมพูชา  มีการตรวจพบพยาบาลฟิลิปปินส์ที่ฉีดวัคซีนแล้วและพนักงานอีก 13 คน ติดเชื้อโควิดที่โรงพยาบาล ตัน ต็อกเส็ง  เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินชางงี  และหญิงทำความสะอาดชาวเวียดนามซึ่งฉีดวัคซีนครบแล้วที่มหาวิทยาลัยสิงคโปร์   มีการกักตัวแรงงานต่างชาติราว 1,200 คน เพื่อสกัดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด

Leave a comment